เคยไหมที่รู้สึกว่าปัสสาวะไม่พุ่งเหมือนเมื่อก่อน ต้องเบ่งเยอะขึ้นกว่าจะออก หรือรู้สึกปวดหน่วงๆ เวลาปัสสาวะแต่ละครั้ง บางคนอาจคิดว่านี่เป็นเรื่องปกติของวัยที่มากขึ้น หรืออาจจะแค่ดื่มน้ำน้อยไป แต่รู้ไหมว่าอาการเหล่านี้อาจเป็นสัญญาณของภาวะที่เรียกว่า “ภาวะรูเปิดท่อปัสสาวะตีบตันจากการอักเสบและเป็นแผลเป็นเรื้อรัง” ได้เหมือนกัน
ในฐานะหมอ เรามักจะเจอคนไข้ที่มาด้วยอาการเหล่านี้บ่อยๆ และหลายคนก็ไม่รู้ด้วยซ้ำว่านี่คือโรคที่รักษาได้ วันนี้เราจะมาคุยกันถึงเรื่องนี้แบบเข้าใจง่ายๆ เหมือนนั่งเล่าให้เพื่อนฟัง จะได้รู้เท่าทัน และดูแลตัวเองได้อย่างถูกวิธี
ภาวะท่อปัสสาวะตีบตันคืออะไร? แล้วทำไมถึงเป็นได้
ลองนึกภาพท่อปัสสาวะเหมือนท่อส่งน้ำเล็กๆ ที่พาปัสสาวะจากกระเพาะปัสสาวะออกสู่ภายนอกร่างกาย ภาวะท่อปัสสาวะตีบตันก็คือการที่ท่อส่งน้ำนี้มันแคบลงหรือตีบตันบางส่วน ทำให้การไหลของปัสสาวะไม่สะดวกเหมือนเดิม ทีนี้สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดการตีบตันนี้มักมาจากการอักเสบและการเกิดแผลเป็นเรื้อรังในท่อปัสสาวะนั่นเอง
เรื่องการอักเสบและแผลเป็นนี้ เกิดขึ้นได้จากหลายอย่าง ไม่ใช่แค่อายุที่เพิ่มขึ้น เช่น
- การบาดเจ็บ: เคยประสบอุบัติเหตุที่บริเวณอวัยวะเพศหรือเชิงกรานไหม? การกระทบกระแทกหรือการใส่เครื่องมือทางการแพทย์ เช่น สายสวนปัสสาวะค้างไว้นานๆ ก็อาจทำให้เกิดการบาดเจ็บเล็กๆ น้อยๆ ในท่อปัสสาวะและนำไปสู่การอักเสบเรื้อรังได้
- การติดเชื้อ: โรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์บางชนิด เช่น หนองใน หรือการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะซ้ำๆ โดยเฉพาะที่ไม่ได้รับการรักษาอย่างเหมาะสม อาจทำให้เกิดการอักเสบและแผลเป็นขึ้นได้
- การผ่าตัด: การผ่าตัดบางอย่างที่เกี่ยวข้องกับท่อปัสสาวะหรืออวัยวะใกล้เคียง ก็อาจเป็นสาเหตุของการเกิดแผลเป็นตามมาได้
- โรคผิวหนังบางชนิด: ในบางกรณี โรคผิวหนังที่บริเวณอวัยวะเพศก็อาจลามไปทำให้เกิดการตีบตันที่รูเปิดท่อปัสสาวะได้เช่นกัน
ปัสสาวะยากกว่าที่เคย... อาการแบบไหนบอกว่าท่อปัสสาวะอาจมีปัญหา?
อาการของภาวะท่อปัสสาวะตีบตันมักจะค่อยเป็นค่อยไป ทำให้หลายคนไม่ทันสังเกต หรือคิดว่าเป็นเรื่องเล็กๆ แต่ถ้าลองสังเกตดีๆ อาจพบอาการเหล่านี้ได้
- ปัสสาวะไม่พุ่ง หรือลำบางลง: เป็นอาการที่พบบ่อยที่สุด รู้สึกว่าต้องออกแรงเบ่งมากขึ้นกว่าปัสสาวะจะออก
- ปัสสาวะเป็นสองแฉก หรือปัสสาวะกระจาย: แทนที่จะเป็นลำตรงๆ อาจพบว่าปัสสาวะแยกเป็นเส้น หรือเป็นฝอยกระจาย
- ปัสสาวะไม่สุด หรือมีหยดตามหลัง: รู้สึกเหมือนปัสสาวะออกไม่หมด มีน้ำหยดเล็ดออกมาหลังถ่ายเสร็จ
- ปัสสาวะบ่อยผิดปกติ: โดยเฉพาะตอนกลางคืน เพราะกระเพาะปัสสาวะไม่สามารถขับปัสสาวะออกได้หมดในแต่ละครั้ง
- ปัสสาวะแสบขัด หรือปวดหน่วงๆ: อาจรู้สึกไม่สบายตัว หรือมีอาการเจ็บปวดขณะปัสสาวะ
- ปัสสาวะมีเลือดปน หรือปัสสาวะขุ่น: หากมีการติดเชื้อร่วมด้วย อาจพบอาการเหล่านี้
- ติดเชื้อทางเดินปัสสาวะบ่อยๆ: เพราะปัสสาวะคั่งค้างในกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เชื้อโรคเติบโตได้ดี
เมื่อสงสัย... คุณหมอจะตรวจและวินิจฉัยภาวะท่อปัสสาวะตีบตันได้อย่างไร?
ถ้าคุณเริ่มมีอาการเหล่านี้และสงสัยว่าท่อปัสสาวะอาจมีปัญหา อย่าลังเลที่จะมาปรึกษาคุณหมอ การวินิจฉัยที่แม่นยำจะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ถูกต้องได้ทันเวลา โดยคุณหมออาจจะมีการตรวจดังนี้
- ซักประวัติและตรวจร่างกาย: คุณหมอจะถามถึงอาการต่างๆ ที่เป็น และอาจมีการตรวจร่างกายบริเวณอวัยวะเพศเพื่อดูความผิดปกติ
- ตรวจปัสสาวะ: เพื่อดูว่ามีการติดเชื้อร่วมด้วยหรือไม่ หรือมีเม็ดเลือดแดงปนในปัสสาวะ
- การตรวจการไหลของปัสสาวะ (Uroflowmetry): เป็นการตรวจง่ายๆ โดยการให้คนไข้ปัสสาวะลงในเครื่องมือที่วัดอัตราการไหลของปัสสาวะ ซึ่งจะช่วยบอกได้ว่ามีภาวะอุดกั้นหรือไม่
- การตรวจอัลตราซาวนด์: เพื่อดูขนาดของไต กระเพาะปัสสาวะ และตรวจหาสิ่งอุดกั้นอื่นๆ
- การฉีดสีเอกซเรย์ดูท่อปัสสาวะ (Urethrography): เป็นการฉีดสารทึบรังสีเข้าไปในท่อปัสสาวะแล้วเอกซเรย์ เพื่อดูตำแหน่งและขนาดของการตีบตัน
- การส่องกล้องตรวจท่อปัสสาวะ (Cystoscopy): คุณหมอจะใช้กล้องขนาดเล็กสอดเข้าไปในท่อปัสสาวะเพื่อดูพยาธิสภาพภายในโดยตรง ซึ่งเป็นวิธีที่ให้ข้อมูลได้ชัดเจนที่สุด
ท่อปัสสาวะตีบตันรักษาหายได้ไหม? มาดูทางเลือกการรักษาที่เหมาะสม
ข่าวดีคือภาวะท่อปัสสาวะตีบตันสามารถรักษาได้ แต่การรักษาจะแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับตำแหน่ง ความยาว และความรุนแรงของการตีบตัน โดยทั่วไปมีทางเลือกดังนี้
- การขยายท่อปัสสาวะ (Urethral Dilatation): เป็นการใช้เครื่องมือเล็กๆ ที่มีขนาดเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ สอดเข้าไปในท่อปัสสาวะเพื่อขยายส่วนที่ตีบให้กว้างขึ้น วิธีนี้มักใช้กับผู้ป่วยที่มีการตีบตันไม่มาก และอาจต้องทำซ้ำหลายครั้ง
- การผ่าตัดส่องกล้องตัดรอยตีบ (Direct Vision Internal Urethrotomy - DVIU): เป็นการสอดกล้องเข้าไปในท่อปัสสาวะ แล้วใช้มีดขนาดเล็กตัดเปิดรอยตีบตันออก วิธีนี้มักใช้กับการตีบตันที่สั้นๆ และต้องเฝ้าระวังการกลับมาตีบซ้ำ
- การผ่าตัดซ่อมแซมท่อปัสสาวะ (Urethroplasty): เป็นการผ่าตัดแบบเปิดที่ถือเป็นการรักษาที่ได้ผลถาวรที่สุด โดยคุณหมอจะตัดส่วนที่ตีบตันออก แล้วเย็บปลายท่อที่เหลือเข้าหากัน หรืออาจใช้เนื้อเยื่อส่วนอื่นมาต่อซ่อมแซม เช่น เนื้อเยื่อจากกระพุ้งแก้ม หรือหนังหุ้มปลายอวัยวะเพศ
- การใส่สายสวนปัสสาวะค้างไว้ (Urethral Stent Placement): เป็นการใส่ท่อตาข่ายเล็กๆ เข้าไปในท่อปัสสาวะเพื่อช่วยเปิดทางเดินปัสสาวะไว้ เหมาะสำหรับผู้ป่วยบางรายที่ไม่สามารถผ่าตัดใหญ่ได้
ดูแลตัวเองอย่างไร ไม่ให้ท่อปัสสาวะกลับมาตีบซ้ำอีก
หลังจากได้รับการรักษาแล้ว การดูแลตัวเองก็เป็นสิ่งสำคัญ เพื่อป้องกันไม่ให้ภาวะท่อปัสสาวะตีบตันกลับมาเป็นซ้ำอีก
- ดื่มน้ำให้เพียงพอ: ช่วยล้างทางเดินปัสสาวะ และลดความเสี่ยงของการติดเชื้อ
- รักษาสุขอนามัย: ทำความสะอาดอวัยวะเพศอย่างสม่ำเสมอ
- หลีกเลี่ยงการบาดเจ็บ: ระมัดระวังการกระทบกระแทกบริเวณอวัยวะเพศ
- รักษาโรคประจำตัว: ถ้ามีโรคที่เกี่ยวข้องกับการอักเสบ ควรได้รับการดูแลรักษาอย่างต่อเนื่อง
- ไปพบแพทย์ตามนัด: เพื่อติดตามอาการและประเมินผลการรักษา หากมีการกลับมาตีบซ้ำจะได้แก้ไขได้ทันท่วงที
เมื่อไหร่ที่ต้องรีบมาหาหมอทันที?
แม้ว่าอาการส่วนใหญ่มักจะค่อยเป็นค่อยไป แต่ก็มีบางสถานการณ์ที่คุณควรรีบมาพบแพทย์ทันที
- ปัสสาวะไม่ออกเลย: มีอาการปวดท้องน้อยมาก แต่ปัสสาวะไม่ออก เป็นภาวะฉุกเฉิน
- มีไข้สูง หนาวสั่น ร่วมกับปัสสาวะลำบาก: อาจบ่งชี้ถึงการติดเชื้อรุนแรง
- ปวดรุนแรงบริเวณอวัยวะเพศหรือท้องน้อย: เป็นอาการที่ต้องได้รับการตรวจประเมินอย่างเร่งด่วน
- ปัสสาวะมีเลือดออกมาก: โดยเฉพาะถ้ามีก้อนเลือดปนออกมา
ภาวะรูเปิดท่อปัสสาวะตีบตันจากการอักเสบและแผลเป็นเรื้อรัง อาจฟังดูน่ากลัว แต่ถ้าเรามีความเข้าใจในตัวโรค สังเกตอาการตัวเอง และมาปรึกษาคุณหมอตั้งแต่เนิ่นๆ ก็สามารถรักษาและกลับมาใช้ชีวิตได้เป็นปกติอย่างมีความสุข หมอหวังว่าบทความนี้จะเป็นประโยชน์และช่วยให้ทุกคนใส่ใจสุขภาพของตัวเองมากขึ้นนะ