เวลาที่พาลูกวัยทารกมาหาหมอด้วยอาการไข้หวัด สิ่งหนึ่งที่สร้างความกังวลใจให้คนเป็นพ่อแม่ได้เสมอก็คือ เสียงหายใจที่ดังครืดคราด ลูกดูเหนื่อย ไอจนตัวโยน และบางครั้งหมอก็จะแนะนำให้ทำการพ่นยา ความกังวลแรกที่มักจะเกิดขึ้นในใจพ่อแม่คือ ยานี้จะอันตรายไหม ลูกยังเล็กเกินไปที่จะพ่นยาหรือเปล่า และการพ่นยาขยายหลอดลมร่วมกับน้ำเกลือมีความจำเป็นอย่างไรในขณะที่ลูกกำลังมีไข้และเผชิญกับโรคทางเดินหายใจ
เมื่อลูกน้อยมีไข้และหายใจเสียงดังครืดคราด เกิดอะไรขึ้นในทางเดินหายใจขนาดเล็ก?
ทางเดินหายใจของทารกนั้นมีขนาดเล็กและแคบมาก หากจะจินตนาการให้เห็นภาพ หลอดลมของเด็กเล็กๆ มีขนาดกว้างไม่ต่างจากหลอดกาแฟขนาดเล็กเท่านั้น เมื่อมีการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจ เช่น ไวรัส RSV ไข้หวัดใหญ่ หรือหวัดทั่วไป ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างเสมหะและเกิดกระบวนการอักเสบ บวมแดงของเยื่อบุทางเดินหายใจ ร่วมกับอาการหดเกร็งของกล้ามเนื้อรอบหลอดลม
ยิ่งเมื่อทารกมีไข้สูง ร่างกายจะสูญเสียน้ำได้ง่ายขึ้นผ่านการหายใจที่เร็วและแรงขึ้น ส่งผลให้เสมหะที่เคยเหลวกลับกลายเป็นเหนียวข้นและอุดกั้นทางเดินหายใจได้ง่ายขึ้น ทารกจึงต้องออกแรงหายใจมากกว่าปกติจนเกิดเสียงครืดคราด หายใจครืดคราด หรือมีเสียงหวีดขณะหายใจเข้าออก ซึ่งทำให้ทารกเหนื่อยล้า อ่อนเพลีย และไม่สามารถกินนมหรือนอนหลับได้ตามปกติ
ประโยชน์ของการพ่นยาขยายหลอดลม ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ลูกหายใจโล่งขึ้น
การพ่นยาขยายหลอดลมด้วยเครื่องพ่นละอองฝอยเป็นวิธีรักษาที่มีประสิทธิภาพสูงและตรงจุด เนื่องจากละอองยาที่มีขนาดเล็กระดับไมครอนจะถูกส่งตรงไปยังหลอดลมที่กำลังหดเกร็งโดยตรง โดยไม่จำเป็นต้องผ่านระบบดูดซึมของกระเพาะอาหารเหมือนยารับประทานทั่วไป
โดยหลักๆ แล้ว ประโยชน์ของการพ่นยาขยายหลอดลม ในทารกที่กำลังมีอาการป่วยและหายใจลำบาก มีดังนี้
- คลายกล้ามเนื้อหลอดลมอย่างรวดเร็ว: ตัวยาจะออกฤทธิ์กระตุ้นตัวรับที่กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลม ทำให้หลอดลมที่กำลังหดเกร็งตัวคลายออกทันที ช่วยเพิ่มพื้นที่ให้ลมหายใจผ่านเข้าออกได้สะดวกขึ้น
- ลดอาการหายใจหอบเหนื่อย: เมื่อหลอดลมขยายตัวกว้างขึ้น ทารกก็ไม่จำเป็นต้องใช้แรงจากกล้ามเนื้อทรวงอกและกระบังลมมากเกินไปในการดึงอากาศเข้าสู่ปอด ช่วยป้องกันไม่ให้ทารกเหนื่อยจนหมดแรง
- ช่วยให้ร่างกายได้รับออกซิเจนเต็มที่: การที่ทางเดินหายใจเปิดกว้างช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการแลกเปลี่ยนแก๊ส ทำให้ระดับออกซิเจนในเลือดของทารกกลับมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ ส่งผลให้ลูกน้อยรู้สึกสบายตัวขึ้นและลดความกระสับกระส่าย
- ลดผลข้างเคียงต่อระบบอื่นในร่างกาย: เนื่องจากการพ่นยาเป็นการรักษาเฉพาะที่ ปริมาณยาที่ใช้จึงน้อยกว่าการกินยาหลายเท่า ส่งผลให้ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นกับระบบหมุนเวียนเลือดและหัวใจมีน้อยกว่าการใช้ยารับประทานอย่างเห็นได้ชัด
ทำไมหมอถึงต้องพ่นน้ำเกลือร่วมด้วย? น้ำเกลือช่วยเคลียร์เสมหะได้อย่างไร
บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่จะเห็นว่า หมอไม่ได้สั่งเพียงแค่ยาขยายหลอดลมอย่างเดียว แต่จะมีการผสมน้ำเกลือปราศจากเชื้อลงไปด้วย หรือบางครั้งอาจใช้เพียงแค่น้ำเกลือพ่นอย่างเดียวในกรณีที่หลอดลมไม่มีการเกร็งตัวรุนแรง
น้ำเกลือที่ใช้สำหรับการพ่นมีหน้าที่สำคัญในการเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับเยื่อบุทางเดินหายใจที่แห้งผากจากอาการไข้ ละอองน้ำเกลือจะเข้าไปจับตัวกับเสมหะที่เหนียวข้นหนืด ช่วยเจือจางเสมหะให้อ่อนตัวลงและเหลวขึ้น ทำให้กลไกการปัดกวาดตามธรรมชาติของเซลล์ขนกวัดในหลอดลมทำงานได้ดีขึ้น ทารกจะสามารถไอขับเสมหะออกมาได้ง่ายขึ้น หรือช่วยให้เสมหะเคลื่อนตัวลงสู่ลำคอแล้วกลืนลงกระเพาะอาหารไปได้เอง ซึ่งเป็นทางออกที่ดีที่สุดในการเคลียร์ทางเดินหายใจของเด็กเล็กที่ยังไม่สามารถขากเสมหะเองได้
เรื่องที่พ่อแม่ต้องรู้และข้อควรระวังเมื่อลูกต้องพ่นยา
แม้การพ่นยาจะมีประโยชน์อย่างมากในการช่วยชีวิตและบรรเทาอาการของทารก แต่การใช้ยาขยายหลอดลมก็ต้องอยู่ภายใต้การดูแลและสั่งการรักษาโดยแพทย์อย่างเคร่งครัด ไม่ควรซื้อยามาพ่นเองที่บ้านโดยไม่ผ่านการตรวจวินิจฉัย เนื่องจากยาขยายหลอดลมบางชนิดอาจส่งผลให้ทารกมีอาการหัวใจเต้นเร็ว มือสั่น หรือกระสับกระส่ายชั่วคราวหลังพ่นยา ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่พบได้และแพทย์จะคอยประเมินขนาดของยาที่เหมาะสมกับน้ำหนักตัวของทารกอย่างละเอียด
นอกจากนี้ หลังพ่นยาเสร็จทุกครั้ง พ่อแม่ควรใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดรอบปากและใบหน้าของลูกเพื่อป้องกันการระคายเคืองผิวหนังจากละอองยาที่ตกค้าง และช่วยเช็ดทำความสะอาดช่องปากเพื่อสุขอนามัยที่ดีของลูกน้อยด้วย
อาการแบบไหนที่แปลว่าอาการหนักขึ้น และต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที
ในระหว่างการรักษาตัวที่บ้าน แม้ว่าจะได้รับการพ่นยาตามรอบที่แพทย์สั่งแล้ว คุณพ่อคุณแม่ยังคงต้องสังเกตอาการของลูกอย่างใกล้ชิด หากพบสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้ ต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงเวลานัด
- ลูกหายใจเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด หรือมีอาการหายใจสะดุด
- มีอาการอกบุ๋ม ซี่โครงบาน หรือใต้ชายโครงบุ๋มลึกเข้าไปขณะหายใจเข้า ซึ่งแสดงถึงการใช้แรงในการหายใจอย่างหนัก
- ปีกจมูกขยับพะเยิบพะยาบตามจังหวะการหายใจ
- ลูกซึมลงอย่างเห็นได้ชัด ไม่ยอมดูดนม ไม่เล่น หรือร้องไห้ไม่มีเสียง
- ริมฝีปาก เล็บมือ หรือเล็บเท้าเริ่มมีสีซีด ขาว หรือเขียวคล้ำ
- ไข้สูงลอยและไม่ยอมลดลงแม้จะกินยาลดไข้และเช็ดตัวอย่างถูกวิธีแล้ว