ตื่นมาแล้วปวดซอกนิ้วโป้ง ข้อมือบวมแดงร้อน เกิดจากอะไรได้บ้าง?
หลายคนอาจเคยเจอประสบการณ์ตื่นนอนขึ้นมา หรือหลังจากใช้งานมืออย่างหนักตลอดทั้งวัน แล้วรู้สึกเจ็บแปลบขึ้นมาที่โคนนิ้วโป้ง พอสังเกตดูข้อมือฝั่งนิ้วโป้งกลับมี อาการบวมแดงและร้อนบริเวณซอกนิ้วโป้งและข้อมือ อย่างชัดเจน ขยับนิ้วก็ปวด งอมือก็เจ็บ จนส่งผลกระทบกับการหยิบจับสิ่งของในชีวิตประจำวันอย่างมาก
อาการปวด บวม แดง และมีความรู้สึกอุ่นร้อนบริเวณนี้ เกิดได้จากหลายสาเหตุหลักทางแพทย์ ซึ่งการระบุสาเหตุที่ถูกต้องเป็นสิ่งสำคัญมาก เพราะแนวทางการรักษาแต่ละโรคมีความแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ (De Quervain's Tenosynovitis): สาเหตุยอดฮิตของคนใช้มือหนัก
สาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุดของอาการนี้ คือการอักเสบของปลอกหุ้มเอ็นบริเวณโคนนิ้วโป้งและข้อมือ เกิดจากการเกร็งหรืองอนิ้วโป้งซ้ำๆ เป็นเวลานาน เช่น การกดสมาร์ตโฟนด้วยมือเดียว การอุ้มลูกน้อย การบิดผ้า หรือการทำงานบ้านหนักๆ เมื่อเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นเกิดการเสียดสีกันบ่อยเข้า จึงเกิดการอักเสบเฉียบพลัน ทำให้มีอาการบวม กดเจ็บ และรู้สึกอุ่นร้อนบริเวณซอกนิ้วโป้ง
โรคเกาต์ หรือเกาต์เทียม: เมื่อผลึกกรดสะสมจนข้ออักเสบเฉียบพลัน
หากอาการบวมแดงและร้อนเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมง ปวดรุนแรงจนแค่แตะเบาๆ ก็เจ็บ อาจเป็นสัญญาณของโรคเกาต์ (Gout) หรือโรคเกาต์เทียม (Pseudogout) ที่เกิดจากการสะสมของผลึกกรดยูริกหรือผลึกแคลเซียมในข้อต่อ แม้โรคเกาต์มักจะเกิดที่นิ้วหัวแม่เท้า แต่ก็สามารถเกิดขึ้นที่ข้อโคนนิ้วโป้งและข้อมือได้เช่นกัน
การติดเชื้อที่ชั้นผิวหนังหรือปลอกเอ็น: เรื่องเล็กที่อาจกลายเป็นเรื่องใหญ่
หากมีประวัติถูกแมลงสัตว์กัดต่อย มีรอยขีดข่วน หรือโดนของมีคมบาดบริเวณซอกนิ้วโป้งก่อนหน้านี้ เชื้อแบคทีเรียอาจเล็ดลอดเข้าไปทำให้เกิดการติดเชื้อของเนื้อเยื่อใต้ผิวหนัง (Cellulitis) หรือการติดเชื้อในปลอกหุ้มเอ็น (Infectious Tenosynovitis) ซึ่งจะสังเกตได้ว่าบริเวณนั้นจะบวม ตึง แดง ร้อนจัด และอาจมีไข้ร่วมด้วย
ข้อโคนนิ้วโป้งเสื่อม: อาการปวดเรื้อรังที่กลับมากำเริบอักเสบ
ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่ใช้งานข้อมือมาเป็นเวลานาน กระดูกอ่อนที่ข้อต่อโคนนิ้วโป้ง (1st CMC Joint) อาจเกิดการสึกหรอ เมื่อมีการใช้งานหนักในบางช่วง ข้อต่อที่เสื่อมนี้อาจเกิดการอักเสบเฉียบพลัน ส่งผลให้เกิดอาการปวด บวม และร้อนขึ้นมาได้เช่นกัน
ทดสอบเบื้องต้นด้วยตัวเอง: ลองเช็กดูว่าเป็นปลอกเอ็นอักเสบหรือไม่
หากสงสัยว่าอาการบวมแดงและร้อนบริเวณซอกนิ้วโป้งและข้อมือเกิดจากปลอกหุ้มเอ็นอักเสบหรือไม่ สามารถทดสอบง่ายๆ ด้วยตัวเองที่เรียกว่า Finkelstein's Test ตามขั้นตอนดังนี้:
- กำมือโดยให้นิ้วโป้งอยู่ด้านใน (ให้นิ้วทั้งสี่กำทับนิ้วโป้งไว้)
- ค่อยๆ ค่อยๆ เอียงข้อมือลงไปทางฝั่งนิ้วก้อย
- หากรู้สึกเจ็บแปลบหรือปวดแสบร้อนอย่างรุนแรงบริเวณซอกนิ้วโป้งและข้อมือ แสดงว่ามีความเสี่ยงสูงที่จะเป็นโรคปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ
วิธีดูแลและบรรเทาอาการปวดบวมร้อนที่บ้าน ในช่วงแรก
เมื่อเริ่มมีอาการบวมแดงและมีความร้อนบริเวณซอกนิ้วโป้ง การดูแลตัวเองอย่างถูกวิธีตั้งแต่ช่วงแรกจะช่วยลดการอักเสบและป้องกันไม่ให้อาการลุกลามได้
เมื่อไหร่ควรประคบเย็น และเมื่อไหร่ควรประคบอุ่น?
ในระยะ 24-48 ชั่วโมงแรกที่เพิ่งเริ่มมีอาการบวม แดง และร้อน ให้ใช้ การประคบเย็น โดยนำเจลเย็นหรือน้ำแข็งห่อผ้ามาประคบบริเวณข้อมือครั้งละ 15-20 นาที วันละ 3-4 ครั้ง ความเย็นจะช่วยลดการขยายตัวของหลอดเลือดและลดการอักเสบ ห้ามใช้การประคบร้อนในขณะที่บริเวณนั้นยังบวมแดงและร้อนอยู่เด็ดขาด เพราะจะยิ่งกระตุ้นให้การอักเสบรุนแรงขึ้น
การพักใช้งานและการใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือ
สิ่งสำคัญที่สุดคือการงดกิจกรรมที่ต้องเกร็งนิ้วโป้งหรือบิดข้อมือ การใส่อุปกรณ์พยุงข้อมือและนิ้วโป้ง (Thumb Spica Splint) จะช่วยจำกัดการเคลื่อนไหว เปิดโอกาสให้เส้นเอ็นและเนื้อเยื่อที่อักเสบได้พักและฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
การใช้ยาบรรเทาอาการปวดและลดการอักเสบ
สามารถทานยาแก้ปวดพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาความเจ็บปวดได้ หรือหากไม่มีข้อห้ามทางสุขภาพ อาจใช้ยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) เช่น ไอบูโพรเฟน หรือยาทาลดการอักเสบชนิดเจล ทาเบาๆ บริเวณที่ปวด โดยหลีกเลี่ยงการนวดเค้นแรงๆ บริเวณที่กำลังบวมร้อน
อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?
แม้ว่าอาการส่วนใหญ่จะเกิดจากเอ็นอักเสบธรรมดา แต่บางกรณีอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อหรือโรคข้ออักเสบที่ต้องการการรักษาทันท่วงที ให้สังเกตสัญญาณเตือนดังต่อไปนี้:
- มีไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกง่วงซึม ร่วมกับอาการบวมแดงที่ข้อมือ
- รอยแดงและอาการบวมลุกลามขยายวงกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วไปยังท่อนแขน
- มีหนองไหลออกมาจากบาดแผลบริเวณใกล้เคียง
- ปวดรุนแรงมากจนไม่สามารถขยับนิ้วโป้งได้เลย หรือมีอาการชาที่ปลายประสาทนิ้วโป้งและนิ้วชี้
- อาการไม่ดีขึ้นเลยหลังจากพักใช้งานและประคบเย็นติดต่อกัน 3-5 วัน
หากมีอาการเหล่านี้ ควรรีบไปพบแพทย์เพื่อตรวจ診และรับการรักษาที่ถูกต้อง เช่น การได้รับยาปฏิชีวนะในกรณีติดเชื้อ หรือการฉีดยาลดการอักเสบเฉพาะจุด ซึ่งจะช่วยให้อาการหายดีขึ้นได้อย่างรวดเร็วและปลอดภัย