เคยไหมที่อยู่ๆ ก็รู้สึกเจ็บแปร๊บตรงโคนนิ้วโป้ง พอสังเกตดูดีๆ กลับพบว่ามีอาการบวมแดงและร้อนบริเวณซอกนิ้วโป้งลามไปถึงบริเวณเอ็นข้อมือ แค่จะยกแก้วน้ำ หยิบโทรศัพท์มือถือ หรือบิดลูกบิดประตู ก็ปวดจนน้ำตาคลอ อาการปวดร่วมกับความรู้สึกอุ่นร้อนและรอยแดงในจุดนี้เป็นสัญญาณที่ร่างกายกำลังบอกว่า มีการอักเสบเกิดขึ้นอย่างรุนแรงในบริเวณนั้น ซึ่งอาจเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่เรื่องพฤติกรรมประจำวันไปจนถึงการติดเชื้อ
อยู่ๆ ซอกนิ้วโป้งกับข้อมือก็บวมแดงและร้อน เกิดอะไรขึ้นข้างในมือเรา?
บริเวณซอกนิ้วโป้งเชื่อมต่อกับข้อมือเป็นจุดที่มีโครงสร้างซับซ้อน ประกอบด้วยเส้นเอ็นที่ทำหน้าที่รั้งนิ้วโป้ง ปลอกหุ้มเอ็น เส้นเลือด เส้นประสาท และข้อต่อเล็กๆ เมื่อมีความผิดปกติเกิดขึ้น ร่างกายจะส่งเลือดมาเลี้ยงบริเวณนั้นมากขึ้นเพื่อซ่อมแซม ทำให้เกิดปฏิกิริยาการอักเสบที่มีลักษณะเฉพาะ 4 อย่าง คือ ปวด บวม แดง และร้อน
สาเหตุหลักๆ ที่หมอมักจะตรวจเจอในคนไข้ที่มาด้วยอาการนี้ แบ่งออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ๆ ได้แก่
1. ปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ (De Quervain's Tenosynovitis)
นี่คือสาเหตุยอดฮิตที่สุดของคนที่ใช้มือทำงานหนัก ไม่ว่าจะเป็นคุณแม่ที่ต้องอุ้มลูกน้อย คนที่พิมพ์งานคอมพิวเตอร์หรือไถหน้าจอโทรศัพท์นานๆ รวมถึงคนที่ทำแรงงานเกร็งข้อมือซ้ำๆ การใช้งานซ้ำๆ ทำให้เส้นเอ็นและปลอกหุ้มเอ็นบริเวณโคนนิ้วโป้งเสียดสีกันจนเกิดการอักเสบอย่างหนัก ในระยะเฉียบพลันจะพบอาการบวมแดงและร้อนบริเวณซอกนิ้วโป้งได้อย่างชัดเจน
2. เนื้อเยื่อรอบข้อหรือผิวหนังอักเสบติดเชื้อ (Cellulitis / Soft Tissue Infection)
หากก่อนหน้านี้มีประวัติโดนแมลงสัตว์กดกัด มีรอยข่วน มีแผลถลอกเล็กๆ หรือเสี้ยนตำบริเวณซอกนิ้วโป้ง แล้วเชื้อแบคทีเรียหลุดลอดเข้าไป จะทำให้เกิดการติดเชื้อในชั้นใต้ผิวหนัง อาการแดงและร้อนจะแผ่เป็นวงกว้าง เนื้อเยื่อจะบวมเต่งและปวดบีบๆ ตลอดเวลา แม้ไม่ได้เคลื่อนไหวนิ้วก็ตาม
3. ข้ออักเสบจากผลึกเกาต์หรือเกาต์เทียม (Gout / Pseudogout)
หลายคนคิดว่าโรคเกาต์เกิดขึ้นเฉพาะที่ข้อโคนนิ้วโป้งเท้า แต่ความจริงแล้วข้อต่อบริเวณโคนนิ้วโป้งและข้อมือก็พบได้บ่อยเช่นกัน อาการจะเกิดขึ้นเร็วมาก มักเป็นตอนกลางคืนหรือตอนตื่นนอน อาการปวดจะรุนแรงมาก ผิวหนังบริเวณซอกนิ้วจะแดงจัด ตึง มันวาว และร้อนจัดจนแม้แต่เอาผ้าเช็ดหน้าไปวางโดนก็ทนไม่ไหว
เช็กอาการให้ชัวร์: ปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ ติดเชื้อ หรือเกาต์กำเริบกันแน่?
การแยกโรคเบื้องต้นทำได้โดยการสังเกตลักษณะอาการร่วม ดังนี้
- ถ้าเป็นปลอกหุ้มเอ็นอักเสบ: จะปวดมากที่สุดเวลาพับนิ้วโป้งเข้ากำมือแล้วเอียงข้อมือไปทางฝั่งนิ้วก้อย (Finkelstein's test) อาการบวมแดงมักจะกระจายตามแนวเส้นเอ็นข้อมือ ไม่ค่อยมีไข้
- ถ้าเป็นเนื้อเยื่ออักเสบติดเชื้อ: รอยบวมแดงจะขยายวงกว้างขึ้นเรื่อยๆ จับดูจะร้อนจัด ผิวหนังนุ่มหรือมีตุ่มหนองขึ้น และมักมีไข้ร่วมด้วย
- ถ้าเป็นโรคเกาต์: จะปวดทรมานมาก ปวดแบบทันทีทันใด ข้อต่อตรงโคนนิ้วโป้งจะบวมนูนแดงชัดเจน และอาจเคยมีประวัติเป็นเกาต์ที่ข้ออื่นมาก่อน
วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อเริ่มมีอาการบวมแดงและร้อนบริเวณซอกนิ้ว
หากเพิ่งเริ่มมีอาการในระยะ 24-48 ชั่วโมงแรก และยังไม่สะดวกไปพบแพทย์ สามารถดูแลตัวเองเบื้องต้นเพื่อชะลอการอักเสบได้ตามขั้นตอนดังนี้
- งดการใช้งานมือข้างนั้นทันที: พักการยกของหนัก การพิมพ์งาน และการเล่นโทรศัพท์มือถือ การฝืนใช้งานจะยิ่งทำให้เส้นเอ็นฉีกขาดและอักเสบมากขึ้น
- ประคบเย็นลดปวด: ในช่วงที่มีอาการบวม แดง และร้อน ให้ใช้ผ้าห่อก้อนน้ำแข็งหรือเจลเย็นประคบบริเวณซอกนิ้วโป้งและข้อมือ ครั้งละ 15-20 นาที ทำวันละ 3-4 ครั้ง ความเย็นจะช่วยยับยั้งสารอักเสบและลดการขยายตัวของเส้นเลือด ห้ามใช้การประคบร้อนเด็ดขาดในระยะที่มีอาการร้อนผ่าว
- ใช้อุปกรณ์พยุงข้อมือและนิ้วโป้ง (Thumb Spica Splint): การใส่อุปกรณ์ช่วยดามจะลดการเคลื่อนไหวของข้อต่อและเส้นเอ็น ทำให้การอักเสบสงบลงได้เร็วขึ้น
- ยกมือให้สูงกว่าระดับหัวใจ: เวลานั่งหรือนอน ให้ใช้หมอนรองหนุนข้อมือขึ้นสูงเล็กน้อย เพื่อช่วยให้เลือดและน้ำเหลืองไหลเวียนกลับได้ดีขึ้น ลดอาการบวมตึง
อาการแบบไหนที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที?
แม้ว่าอาการส่วนใหญ่จะเกิดจากเอ็นอักเสบทั่วไป แต่มีสัญญาณเตือนบางอย่างที่บ่งบอกถึงภาวะอันตรายหรือการติดเชื้อที่แพร่กระจาย ซึ่งควรรีบไปพบแพทย์โดยเร็วที่สุด ได้แก่
- มีไข้ หนาวสั่น หรือรู้สึกอ่อนเพลียผิดปกติ
- รอยบวมแดงแผ่ขยายกว้างขึ้นอย่างรวดเร็วลามไปถึงท่อนแขน
- เริ่มเห็นตุ่มน้ำ พุพอง หรือมีหนองซึมออกมาจากผิวหนังบริเวณซอกนิ้ว
- ปลายนิ้วโป้งเริ่มชา เขียวคล้ำ หรือเย็นจัดผิดปกติ
- ทานยาแก้ปวดเบื้องต้นแล้วอาการไม่ดีขึ้นเลยภายใน 2-3 วัน
วิธีรักษาของแพทย์เมื่อคุณมาถึงคลินิก
เมื่อมาพบแพทย์ แพทย์จะทำการตรวจซักประวัติ ซักซ้อมการเคลื่อนไหวมือ หรืออาจพิจารณาเจาะเลือด อัลตราซาวนด์ หรือเอ็กซเรย์ตามความเหมาะสม การรักษาจะเน้นแก้ที่ต้นเหตุ ได้แก่
- กรณีเอ็นอักเสบ: แพทย์จะจ่ายยาลดการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ร่วมกับการฉีดยาสเตียรอยด์เฉพาะจุดในกรณีที่อาการรุนแรง เพื่อลดการอักเสบอย่างรวดเร็ว
- กรณีติดเชื้อ: แพทย์จะให้ยาปฏิชีวนะ (ยาฆ่าเชื้อ) ทั้งชนิดรับประทานหรือฉีดเข้าเส้นเลือด และหากมีแอ่งหนองอาจจำเป็นต้องทำการเจาะระบายหนองออก
- กรณีโรคเกาต์: แพทย์จะให้ยาควบคุมการอักเสบจากผลึกเกาต์โดยเฉพาะ เช่น Colchicine และปรับยาลดกรดยูริก
การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกายเป็นเรื่องสำคัญ หากพบ **อาการบวมแดงและร้อนบริเวณซอกนิ้** วโป้งลามไปข้อมือ การพักใช้งานและประคบเย็นคือขั้นตอนแรกที่ควรทำ แต่หากอาการไม่ดีขึ้น การให้แพทย์ตรวจวินิจฉัยอย่างแม่นยำจะช่วยให้ได้รับการรักษาที่ตรงจุดและกลับมาใช้งานมือได้อย่างเป็นปกติโดยไม่มีภาวะแทรกซ้อนระยะยาว