เวลาที่คนไข้เดินเข้ามาตรวจที่ห้องตรวจแล้วบอกว่า ช่วงนี้เครียดมาก นอนไม่หลับ ใจสั่น แล้วพอวัดความดันทีไรตัวเลขมักจะสูงปรี๊ดทุกที หมอเชื่อว่าหลายคนคงสงสัยเหมือนกันว่า ความเครียดหรือความวิตกกังวลในชีวิตประจำวันเนี่ย มันส่งผลให้ความดันโลหิตของเราสูงขึ้นได้จริงๆ หรือเปล่า และถ้าเป็นความวิตกกังวลระดับที่เรียกว่าโรคทางคลินิกเลยล่ะ มันจะอันตรายขนาดไหน วันนี้หมอจะมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายครับ
ความเครียดชั่วคราวกับความวิตกกังวลทางคลินิก ต่างกันอย่างไร?
เวลาเราเจอเรื่องเครียดทั่วไป เช่น รถติด งานเร่ง หรือกังวลเรื่องเงิน ความดันโลหิตจะพุ่งสูงขึ้นชั่วคราว เป็นกลไกธรรมชาติของร่างกายที่เตรียมพร้อมสู้หรือหนี (Fight or Flight) พอกลไกนี้ทำงาน หัวใจจะเต้นเร็วขึ้น หลอดเลือดหดตัว เพื่อสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อ แต่พอเรื่องเครียดนั้นผ่านไป ร่างกายก็จะกลับสู่ภาวะปกติ
แต่สำหรับคนที่มีภาวะความวิตกกังวลทางคลินิก (Clinical Anxiety) เช่น โรคตื่นตระหนก (Panic Disorder) โรควิตกกังวลทั่วไป (GAD) อาการเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความเครียดธรรมดา แต่สมองและระบบประสาทอัตโนมัติจะถูกกระตุ้นให้ตื่นตัวตลอดเวลา เปรียบเสมือนรถยนต์ที่เหยียบเบรกค้างไว้แต่เครื่องยนต์เร่งอยู่ตลอดเวลา ส่งผลให้ความดันโลหิตต้องแบกรับภาระหนักติดต่อกันเป็นเวลานาน
กลไกที่ทำให้ความวิตกกังวลทำให้ความดันโลหิตสูงขึ้นเรื่อยๆ
เมื่อคนไข้อยIู่ในภาวะวิตกกังวลเรื้อรัง ระบบประสาทซิมพาเทติกจะทำงานหนักเกินไป ทำให้ฮอร์โมนความเครียดอย่างอะดรีนาลีนและคอร์ติซอลหลั่งออกมาตลอดเวลา ผลลัพธ์ที่ตามมากับร่างกายมีดังนี้ครับ
- หลอดเลือดหดตัวบ่อยขึ้น: แรงดันภายในหลอดเลือดจึงสูงขึ้นเพื่อให้เลือดไหลผ่านได้
- หัวใจทำงานหนักขึ้น: อัตราการเต้นของหัวใจเร็วกว่าปกติ ส่งผลให้ปริมาณเลือดที่ถูกบีบออกต่อนาทีมีมากขึ้น
- ผนังหลอดเลือดหนาตัวและเสื่อมเร็ว: แรงดันที่สูงเป็นเวลานานทำให้เนื้อเยื่อภายในหลอดเลือดเสียหาย เกิดการสะสมของไขมันได้ง่ายขึ้น
เช็กตัวเองด่วน อาการแบบไหนคือสัญญาณเตือนของความวิตกกังวลที่เริ่มส่งผลต่อร่างกาย
บางคนไม่รู้ตัวว่าความเครียดกำลังทำลายสุขภาพหลอดเลือดอยู่ ลองสังเกตอาการเหล่านี้ร่วมกับค่าความดันที่เริ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดูนะครับ
- ใจสั่น แนหน้าอก หายใจไม่อิ่มโดยไม่มีสาเหตุจากโรคหัวใจ
- นอนไม่หลับ หลับๆ ตื่นๆ สะดุ้งตื่นกลางดึกบ่อยครั้ง
- กังวลเรื่องไม่เป็นเรื่อง ควบคุมความกลัวหรือความกระวนกระวายไม่ได้
- ปวดมวนท้อง ตึงกล้ามเนื้อต้นคอและบ่าอยู่เสมอ
วิธีดูแลตัวเองและการรักษาเมื่อความวิตกกังวลและโรคความดันมาคู่กัน
การรักษาความดันโลหิตสูงที่เกิดจากความวิตกกังวลทางคลินิก จะกินแค่ยาลดความดันอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ เพราะต้นตอจริงๆ อยู่ที่ระบบประสาทและจิตใจ หมอจึงมักแนะนำแนวทางดูแลรักษาควบคู่กันไปดังนี้ครับ
ปรับเปลี่ยนวิธีคิดและพฤติกรรมบำบัด
การทำจิตบำบัด เช่น การบำบัดความคิดและพฤติกรรม (CBT) ช่วยให้คนไข้เรียนรู้ที่จะจัดการกับความคิดวนเวียนและความกังวลเกินเหตุ ซึ่งส่งผลโดยตรงให้ความดันโลหิตลดลงตามไปด้วยเมื่อจิตใจสงบลง
การใช้ยาร่วมกับการดูแลจากแพทย์
ในบางรายที่วิตกกังวลรุนแรง แพทย์อาจพิจารณาให้ยากลุ่มควบคุมความวิตกกังวลร่วมกับยาลดความดันโลหิต ซึ่งต้องอยู่ภายใต้การดูแลอย่างใกล้ชิด ห้ามซื้อยาคลายเครียดหรือยาลดความดันกินเองเด็ดขาดนะครับ
ออกกำลังกายและการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ
การออกกำลังกายแบบแอโรบิกความ 30 นาทีต่อวัน ช่วยลดฮอร์โมนความเครียดและขยายหลอดเลือดได้ดีมาก รวมถึงการฝึกหายใจลึกๆ (Deep Breathing) เพื่อตัดวงจรการตื่นตัวของระบบประสาทอัตโนมัติในยามที่รู้สึกกังวล
สุดท้ายนี้ หากใครที่กำลังเผชิญกับปัญหาความดันโลหิตสูงที่หาสาเหตุทางกายไม่เจอ หรือรู้สึกว่าตัวเองมีความวิตกกังวลเรื้อรังจนรบกวนชีวิตประจำวัน อยากให้ลองเปิดใจปรึกษาทั้งแพทย์โรคหัวใจและแพทย์ทางด้านสุขภาพจิตไปพร้อมๆ กันนะครับ การดูแลสุขภาพใจให้แข็งแรง ก็คือการปกป้องหัวใจและหลอดเลือดของเราให้ใช้งานได้นานๆ เช่นกันครับ