คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยใจหายวาบเมื่อเห็นลูกน้อยสำลักข้าว สำลักน้ำ หรือสำลักอะไรบางอย่างเข้าไปในคอ แล้วไอค่อกแค่กหน้าแดงก่ำ แม้บางครั้งอาจดูเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่จริงๆ แล้ว สิ่งแปลกปลอมที่หลุดเข้าไปในทางเดินหายใจของทารกและเด็กเล็ก ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่อันตรายถึงชีวิตได้เลยทีเดียว ในฐานะคุณหมอ วันนี้อยากจะชวนคุณพ่อคุณแม่มาทำความเข้าใจเรื่องนี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น เพื่อเตรียมพร้อมรับมือและปกป้องลูกรักจากอันตรายที่ไม่คาดฝันนี้กัน
สิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจทารก คืออะไร ทำไมถึงอันตรายกับลูกน้อยนัก?
ภาวะสิ่งแปลกปลอมในทางเดินหายใจ หมายถึง การที่มีวัตถุจากภายนอก เช่น อาหาร ของเล่นชิ้นเล็กๆ หรือสิ่งของอื่นๆ หลุดเข้าไปในกล่องเสียง หลอดลม หรือปอด โดยปกติแล้วร่างกายของเราจะมีกลไกป้องกันการสำลักที่ดีเยี่ยม แต่ในทารกและเด็กเล็ก กลไกเหล่านี้ยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ ประกอบกับการที่เด็กเล็กมักจะชอบหยิบของเข้าปาก หรือวิ่งเล่นขณะกินอาหาร ทำให้ความเสี่ยงของการสำลักสิ่งแปลกปลอมสูงขึ้นมาก
ความอันตรายของภาวะนี้อยู่ที่วัตถุนั้นๆ อาจไปอุดกั้นทางเดินหายใจ ทำให้ลูกหายใจลำบาก ขาดออกซิเจน หรือหากสิ่งแปลกปลอมเข้าไปค้างอยู่ในปอดนานๆ ก็อาจทำให้เกิดการติดเชื้อ ปอดอักเสบ หรือทำลายเนื้อปอดได้ในระยะยาว
ของเล่นชิ้นจิ๋ว อาหารชิ้นเล็ก: ต้นเหตุที่พบบ่อยกว่าที่คิด
สิ่งแปลกปลอมที่มักพบว่าลูกน้อยสำลักเข้าไปนั้นมีหลากหลายมาก ส่วนใหญ่จะเป็นสิ่งของที่ลูกเข้าถึงได้ง่ายและมีขนาดพอดีที่จะหลุดลงไปในทางเดินหายใจได้
- อาหาร: นี่คือสาเหตุอันดับต้นๆ เช่น ถั่วเม็ดต่างๆ เมล็ดพืช ลูกอม หมากฝรั่ง เมล็ดผลไม้ ลูกองุ่นทั้งลูก ไส้กรอกชิ้นใหญ่ๆ เนื้อสัตว์ที่ไม่หั่นเป็นชิ้นเล็กพอ หรือแม้แต่มะเขือเทศเชอร์รี่
- ของเล่น: ชิ้นส่วนของเล่นขนาดเล็ก ลูกปัด ลูกแก้ว เลโก้ เหรียญ ถ่านกระดุม (อันตรายมาก) หรือแม้แต่จุกนมปลอมที่หลุดเข้าไปในปากขณะเด็กหลับ
- สิ่งของทั่วไปในบ้าน: ฝาปากกา กิ๊บติดผม ลูกปัด เม็ดกระดุม หรือแม้แต่เศษกระดาษชิ้นเล็กๆ
สิ่งสำคัญคือคุณพ่อคุณแม่ต้องระลึกไว้เสมอว่า วัตถุใดๆ ที่มีขนาดใกล้เคียงกับรูหลอดลมของลูก (ประมาณเท่ากับนิ้วก้อยของเด็ก) ก็มีความเสี่ยงที่จะสำลักได้ทั้งสิ้น
สังเกตลูกอย่างไร? สัญญาณเตือนที่บอกว่าลูกอาจสำลักสิ่งแปลกปลอม
อาการจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับว่าสิ่งแปลกปลอมนั้นไปอุดกั้นทางเดินหายใจมากน้อยแค่ไหน และตำแหน่งที่สิ่งแปลกปลอมไปติดอยู่
อาการเฉียบพลัน: เมื่อสำลักปุ๊บ เกิดอะไรขึ้นบ้าง?
- ไออย่างรุนแรงและต่อเนื่อง: ลูกจะไอค่อกแค่ก หน้าแดงก่ำ เสียงไออาจมีลักษณะผิดปกติ
- หายใจลำบาก: อาจหายใจมีเสียงดังหวีดๆ (wheezing) หรือหายใจมีเสียงผิดปกติอื่นๆ
- หน้าเขียว ตัวเขียว: เป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าร่างกายขาดออกซิเจนรุนแรง
- พูดหรือส่งเสียงไม่ได้: ถ้าสิ่งแปลกปลอมไปติดที่กล่องเสียง
- สำลักอาหารหรือของเล่นที่กำลังกิน/เล่นอยู่: อาจเห็นลูกเอามือจับคอ
- หมดสติ: ในรายที่รุนแรงและไม่ได้รับการช่วยเหลือทันท่วงที
หากลูกมีอาการเหล่านี้หลังจากการกินอาหารหรือเล่นของเล่นชิ้นเล็กๆ ต้องสงสัยว่ามีการสำลักสิ่งแปลกปลอมทันที
อาการที่อาจเกิดขึ้นภายหลัง: สัญญาณบอกเหตุเมื่อเวลาผ่านไป
บางครั้งสิ่งแปลกปลอมอาจไม่ได้อุดกั้นทางเดินหายใจทั้งหมด ทำให้ลูกยังหายใจได้อยู่ แต่อาจแสดงอาการผิดปกติออกมาในภายหลัง ซึ่งคุณพ่อคุณแม่ต้องหมั่นสังเกต
- ไอเรื้อรัง: ไอต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจมีเสมหะปนเลือด
- ปอดอักเสบ หรือหลอดลมอักเสบซ้ำๆ: โดยเฉพาะที่ปอดข้างใดข้างหนึ่ง
- หายใจมีเสียงหวีด (wheezing) หรือเสียงครืดคราด: โดยเฉพาะเวลาหายใจออก
- มีไข้: จากการติดเชื้อในปอด
- น้ำหนักลด หรือเจริญเติบโตช้า: ในกรณีที่สิ่งแปลกปลอมไปรบกวนการทำงานของปอดเป็นเวลานาน
ทำอย่างไรเมื่อลูกสำลัก? ขั้นตอนแรกที่คุณพ่อคุณแม่ต้องทำทันที
สิ่งสำคัญที่สุดคือ ตั้งสติ และ ขอความช่วยเหลือฉุกเฉินทันที (โทร 1669) ระหว่างรอความช่วยเหลือ สิ่งที่คุณพ่อคุณแม่พอจะทำได้คือการปฐมพยาบาลเบื้องต้น
- หากลูกยังไออย่างมีประสิทธิภาพ: ให้ปล่อยให้ลูกไอต่อไป อย่าพยายามล้วงสิ่งแปลกปลอมออกมาเอง เพราะอาจดันให้สิ่งแปลกปลอมลงไปลึกกว่าเดิม
- หากลูกไอไม่มีเสียง หายใจไม่ออก หน้าเขียว:
- ในทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี: จับคว่ำหน้าบนแขน พยุงศีรษะให้ต่ำกว่าลำตัว ใช้สันมือตบหลังระหว่างสะบัก 5 ครั้ง แล้วจับหงาย ตรวจดูในปาก ถ้าไม่เห็นสิ่งแปลกปลอม ให้ใช้นิ้วชี้และนิ้วกลางกดหน้าอก 5 ครั้ง ทำสลับกันไปเรื่อยๆ จนกว่าลูกจะไอออกมา หรือร้องไห้ได้
- ในเด็กโตอายุมากกว่า 1 ปี: ยืนด้านหลังลูก โอบแขนไปรอบเอว กำมือข้างหนึ่งเป็นกำปั้น วางไว้เหนือสะดือ ใต้ลิ้นปี่ มืออีกข้างจับกำปั้นไว้ กระตุกเข้าและขึ้นอย่างรวดเร็ว 5 ครั้ง ทำสลับกับการตบหลัง 5 ครั้ง (Heimlich Maneuver)
สิ่งที่ไม่ควรทำเด็ดขาดเมื่อลูกสำลัก
- อย่าพยายามล้วงเข้าไปในคอลูก: หากมองไม่เห็นสิ่งแปลกปลอม เพราะอาจจะยิ่งดันสิ่งแปลกปลอมให้ลงไปลึกกว่าเดิม หรือทำให้ทางเดินหายใจบวม
- อย่าเขย่าตัวลูกอย่างรุนแรง: อาจทำให้เกิดอันตรายอื่นๆ ได้
- อย่าประมาท: แม้ลูกจะดูเหมือนหายใจได้แล้ว ก็ควรรีบพาไปพบแพทย์เพื่อตรวจดูให้แน่ใจ
อาการแบบไหนที่ต้องรีบพาลูกไปโรงพยาบาลทันที?
หากคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกสำลักสิ่งแปลกปลอม ไม่ว่าจะเป็นของเล่นชิ้นเล็ก อาหาร หรือสิ่งของอื่นๆ ควรรีบพาลูกไปพบแพทย์ทันทีหากมีอาการเหล่านี้
- ลูกไอต่อเนื่องอย่างรุนแรง หายใจลำบาก
- หายใจมีเสียงผิดปกติ หรือมีเสียงหวีด
- หน้าเขียว ตัวเขียว หรือหมดสติ
- หลังปฐมพยาบาลแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น
- แม้ลูกจะดูเหมือนอาการดีขึ้นแล้ว แต่คุณยังคงกังวลว่ามีสิ่งแปลกปลอมค้างอยู่
เมื่อลูกถึงโรงพยาบาล คุณหมอจะตรวจและรักษาอย่างไร?
เมื่อลูกมาถึงโรงพยาบาล คุณหมอจะประเมินอาการอย่างรวดเร็ว และอาจมีการตรวจเพิ่มเติม
- ประวัติและตรวจร่างกาย: ซักถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตรวจดูอาการ หายใจฟังเสียงปอด
- เอกซเรย์ปอด (Chest X-ray): อาจช่วยให้เห็นสิ่งแปลกปลอมบางชนิด (เช่น โลหะ) แต่สิ่งแปลกปลอมอื่นๆ เช่น ชิ้นพลาสติก อาหาร อาจมองไม่เห็น
- ส่องกล้องตรวจทางเดินหายใจ (Bronchoscopy): เป็นวิธีที่ใช้ในการวินิจฉัยและรักษาไปพร้อมกัน คุณหมอจะใช้กล้องขนาดเล็กใส่เข้าไปในทางเดินหายใจเพื่อหาสิ่งแปลกปลอมและคีบออกมา วิธีนี้ต้องทำภายใต้การดมยาสลบ
การนำสิ่งแปลกปลอมออกจะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ และต้องใช้เครื่องมือพิเศษที่เหมาะสมกับขนาดและตำแหน่งของสิ่งแปลกปลอมนั้นๆ
ป้องกันดีกว่าแก้: เคล็ดลับง่ายๆ เพื่อปกป้องลูกรักจากการสำลัก
การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะปกป้องลูกน้อยจากอันตรายของการสำลักสิ่งแปลกปลอม คุณพ่อคุณแม่สามารถทำตามเคล็ดลับเหล่านี้ได้
เลือกของเล่นให้เหมาะสมกับวัย
- อ่านฉลากให้ดี เลือกของเล่นที่ระบุว่าปลอดภัยสำหรับเด็กวัยนั้นๆ
- หลีกเลี่ยงของเล่นที่มีชิ้นส่วนเล็กๆ ที่อาจหลุดออกมาได้
- ตรวจสอบของเล่นเป็นประจำว่ามีส่วนใดชำรุด หรือมีชิ้นส่วนหลวมหรือไม่
เตรียมอาหารให้ถูกสุขลักษณะและขนาดที่เหมาะสม
- หั่นอาหารเป็นชิ้นเล็กๆ พอดีคำ โดยเฉพาะอาหารที่มีลักษณะกลมๆ เช่น องุ่น ไส้กรอก ให้หั่นตามยาวและซอยเป็นชิ้นเล็กๆ
- หลีกเลี่ยงอาหารที่เสี่ยงต่อการสำลัก เช่น ถั่ว ลูกอม หมากฝรั่ง ก่อนที่เด็กจะโตพอที่จะเคี้ยวและกลืนได้อย่างปลอดภัย
- สอนให้ลูกนั่งกินอาหาร ไม่วิ่งเล่นขณะกิน
- ไม่ควรป้อนนมหรืออาหารในขณะที่ลูกร้องไห้หรือหัวเราะอยู่
เฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเสมอ
- อย่าปล่อยลูกอยู่กับของเล่นชิ้นเล็กๆ หรืออาหารที่อาจสำลักได้ตามลำพัง
- จัดเก็บสิ่งของที่เป็นอันตราย เช่น เหรียญ ถ่านกระดุม ลูกปัด หรือสิ่งของขนาดเล็กอื่นๆ ให้พ้นมือเด็ก
จำไว้เสมอว่า ความใส่ใจและระมัดระวังของคุณพ่อคุณแม่คือเกราะป้องกันภัยที่ดีที่สุดสำหรับลูกรัก หากมีข้อสงสัยหรือกังวลใจเกี่ยวกับสุขภาพของลูกน้อย อย่าลังเลที่จะปรึกษาคุณหมอ เพื่อความสบายใจและความปลอดภัยของเจ้าตัวเล็ก