ช่วงนี้คุณพ่อคุณแม่หลายคนอาจเริ่มกังวลใจ เมื่อคุณครูที่โรงเรียนทักว่าลูกเริ่มเรียนตามเพื่อนไม่ทัน นั่งนิ่งๆ ในห้องเรียนไม่ได้ หรือส่งการบ้านไม่ค่อยครบ คำถามที่มักจะผุดขึ้นมาในหัวของคนเป็นพ่อเป็นแม่คือ ลูกเราเกียจคร้าน มีพฤติกรรมต่อต้าน หรือกำลังเผชิญกับภาวะอะไรบางอย่างที่ซ่อนอยู่เบื้องหลังกันแน่
ในฐานะหมอเด็กที่นั่งตรวจคนไข้ในห้องตรวจมานาน ผมมักจะเจอคุณพ่อคุณแม่ที่พาเจ้าตัวเล็กมาด้วยความเครียดและความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนบ่อยครั้ง สิ่งสำคัญที่สุดที่เราต้องทำความเข้าใจร่วมกันก่อนคือ ภาวะเหล่านี้ไม่ใช่ความตั้งใจที่จะดื้อรั้นของเด็ก แต่เป็นเรื่องของการทำงานของสมองที่แตกต่างออกไป ซึ่งหากเราแยกแยะออกและเข้าใจตั้งแต่เนิ่นๆ เราจะสามารถช่วยเหลือเด็กๆ ได้อย่างถูกจุดครับ
ลูกเผลอง่าย ใจลอย หรือเรากำลังเจอกับภาวะสมาธิสั้นกันแน่
เวลาพูดถึงโรคสมาธิสั้น หลายคนมักจะนึกถึงเด็กผู้ชายจอมซน วิ่งพล่าน ปีป่ายไปทั่วจนนั่งไม่ติดเก้าอี้ แต่ในความเป็นจริงแล้วอาการของสมาธิสั้นไม่ได้มีแค่นั้น เด็กบางคนไม่ได้ซนเลย ออกจะดูเรียบร้อยด้วยซ้ำ แต่กลับเหม่อลอย ใจลอย ทำของหายบ่อยๆ และไม่สามารถโฟกัสกับงานที่อยู่ตรงหน้าได้จนจบ
ในทางการแพทย์ เรามองสมาธิสั้นเป็นเรื่องของระบบการทำงานในสมองส่วนหน้า ที่ทำหน้าที่เปรียบเสมือนผู้จัดการใหญ่ในการควบคุมตัวเอง จัดลำดับความสำคัญ และยับยั้งชั่งใจ เมื่อระบบนี้ทำงานได้น้อยกว่าปกติ เด็กจึงยากที่จะควบคุมสมาธิของตัวเองให้อยู่กับที่ได้นานพอที่จะเรียนรู้เรื่องยากๆ ครับ
เมื่อสมองประมวลผลไม่เหมือนคนอื่น: ความจริงเรื่องปัญหาความบกพร่องในการเรียนรู้
ทีนี้เรามาทำความเข้าใจเรื่องปัญหาความบกพร่องในการเรียนรู้ หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าแอลดี (LD) กันบ้าง หลายคนชอบสับสนว่าเด็กกลุ่มนี้คือเด็กที่มีระดับสติปัญญาต่ำหรือไอคิวไม่ถึงเกณฑ์ ซึ่งความจริงแล้วไม่ใช่อย่างนั้นเลย
เด็กที่มีปัญหาความบกพร่องในการเรียนรู้มักจะมีระดับสติปัญญาปกติหรือบางคนฉลาดมากๆ ด้วยซ้ำ แต่สมองของเขามีความผิดปกติเฉพาะจุดในการจัดการข้อมูลบางประเภท เช่น การอ่าน การเขียน หรือการคำนวณ เปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์เครื่องแรงที่โปรแกรมบางตัวเสียหาย ทำให้เวลาประ้อมูลภาษาออกมาจึงเกิดความติดขัด เด็กไม่ได้แกล้งทำ แต่เขาพยายามอย่างเต็มที่แล้วจริงๆ ในการอ่านตัวหนังสือที่มันวิ่งวนสลับกันไปมาในหัว
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าลูกควรมาพบแพทย์
การสังเกตพฤติกรรมลูกตั้งแต่อายุยังน้อยช่วยให้เราวางแนวทางช่วยเหลือได้เร็วขึ้น ลองดูว่าลูกของเรามีลักษณะเหล่านี้บ่อยและเป็นติดต่อกันนานเกินหกเดือนหรือไม่
- นั่งทำปัญหาความบกพร่องในการเรียนรู้และการบ้านไม่เคยเสร็จด้วยตัวเอง ต้องมีคนคอยนั่งจี้ตลอดเวลา
- ลืมของใช้ไปโรงเรียนบ่อยๆ ทำสมุด หนังสือ หรือดินสอหายเป็นประจำ
- เวลาพูดด้วยเหมือนไม่ได้ยิน หรือใจลอยไปอยู่ที่อื่นตลอดเวลา
- อ่านหนังสือช้ามาก สะกดคำผิดบ่อย หรือจำหน้าตาตัวอักษรไม่ได้แม้จะสอนหลายรอบแล้ว
- เขียนหนังสือตกหล่น เขียนพยัญชนะหรือตัวเลขสลับกัน เช่น ด เป็น ต หรือ 6 เป็น 9
วิธีดูแลและช่วยเหลือจากคุณหมอ
ข่าวดีคือ ทั้งสองภาวะนี้ไม่ใช่โรคเรื้อรังที่รักษาไม่หาย แต่ต้องอาศัยความเข้าใจและการปรับตัวร่วมกันของทั้งครอบครัว โรงเรียน และทีมแพทย์ครับ
ในส่วนของการรักษา หากเป็นสมาธิสั้นที่มีอาการรุนแรงกระทบต่อการใช้ชีวิตและการเรียน แพทย์อาจพิจารณาเรื่องการใช้ยาร่วมด้วยควบคู่ไปกับการปรับพฤติกรรม เพื่อช่วยปรับสารสื่อประสาทในสมองให้เด็กสามารถโฟกัสได้ดีขึ้น ส่วนในเรื่องของปัญหาการเรียนรู้ จะเน้นไปที่การฝึกอบรมเทคนิคการเรียนเฉพาะทาง หรือการใช้สื่อการสอนที่เหมาะกับการรับรู้ของเด็กแต่ละคน
สิ่งสำคัญที่สุดคือการโอบกอดและสร้างความมั่นใจให้ลูกรู้ว่า เขามีคุณค่าในแบบที่เขาเป็น ไม่ใช่เด็กไม่เก่ง และเราจะก้าวผ่านปัญหานี้ไปด้วยกันครับ