ทำไมเอนเทอโรไวรัส 71 ถึงเป็นสายพันธุ์ที่น่ากลัวกว่าปกติ
ในการตรวจรักษาเด็กๆ ที่ป่วยเป็นโรคมือเท้าปาก หมอมักจะบอกกับคุณพ่อคุณคุณแม่อยู่เสมอว่า ส่วนใหญ่แล้วโรคนี้เกิดจากไวรัสกลุ่มเอนเทอโรที่ไม่รุนแรง สามารถหายได้เองตามธรรมชาติในเวลา 7 ถึง 10 วัน เพียงแค่ให้การรักษาตามอาการ พักผ่อน และดื่มน้ำให้เพียงพอ
ทว่า ไวรัสในกลุ่มนี้มีอยู่สายพันธุ์หนึ่งที่ชื่อว่า เอนเทอโรไวรัส 71 หรือ EV71 (Enterovirus 71) ซึ่งมีความแตกต่างจากสายพันธุ์อื่นอย่างสิ้นเชิง เนื่องจากเชื้อชนิดนี้มีความสามารถในการกระจายเข้าสู่ระบบประสาทส่วนกลาง ลำต้นสมอง และกล้ามเนื้อหัวใจ ก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่อันตรายถึงชีวิตได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง การสังเกตและจับสัญญาณเตือนตั้งแต่ระยะแรกเริ่มจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่จะช่วยชีวิตลูกน้อยได้
4 สัญญาณเตือนภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่ไม่ควรรอช้า
หากลูกน้อยได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคมือเท้าปาก หรือมีไข้พร้อมตุ่มน้ำขึ้นตามมือ เท้า และในปาก ขอให้คุณพ่อคุณแม่เฝ้าสังเกตพฤติกรรมและอาการของลูกอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยเฉพาะในช่วง 3 ถึง 5 วันแรก หากพบอาการข้อใดข้อหนึ่งดังต่อไปนี้ ให้รีบพาลูกส่งห้องฉุกเฉินของโรงพยาบาลทันที
1. อาการทางระบบประสาท: สะดุ้งผวา ตัวกระตุก และซึมลง
นี่คือสัญญาณเตือนที่สำคัญที่สุดและพบได้บ่อยที่สุดเมื่อเชื้อ EV71 เริ่มลกลามเข้าสู่ระบบประสาท
- ผวาหรือกระตุกบ่อย (Myoclonic jerks): ลูกจะมีอาการสะดุ้งผวาตัวลอยอย่างรุนแรง แขนขากระตุกเองโดยไม่ได้ตั้งใจ โดยเฉพาะในช่วงที่กำลังจะเคลิ้มหลับ หรือสะดุ้งติดต่อกันหลายๆ ครั้งในเวลาสั้นๆ ทั้งที่บรรยากาศรอบตัวเงียบสงบ
- แขนขาอ่อนแรง ทรงตัวไม่ได้ (Ataxia): เด็กเริ่มเดินเซ ก้าวขาไม่มั่นคง หยิบจับของแล้วหลุดมือ หรือไม่สามารถลุกนั่งได้เองตามปกติ
- ซึมลง เลิกเล่น ไม่สบตา: เด็กมีอาการสับสน ร้องไห้โยเซงกางอย่างผิดปกติ หรือในทางกลับกันคือซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่สนใจสิ่งแวดล้อมรอบตัว
2. อาการทางระบบหายใจและระบบหมุนเวียนโลหิต: หายใจหอบเหนื่อย ตัวเย็น
เมื่อเชื้อลุกลามลงไปกดศูนย์ควบคุมการทำงานของหัวใจและปอดในลำต้นสมอง จะส่งผลให้ระบบหมุนเวียนโลหิตล้มเหลว
- หายใจเร็ว หอบเหนื่อย: ลูกหายใจเร็วผิดปกติ ชายโครงบุ๋ม อกบุ๋ม หรือมีเสียงหายใจครืดคราดในลำคอ
- หัวใจเต้นเร็วมากผิดปกติ: แม้ในขณะที่ไข้ลดลงแล้ว แต่หัวใจยังคงเต้นเร็วและแรง
- ภาวะช็อกรุนแรง: ปลายมือปลายเท้าเย็นชืด ตัวซีด มีผื่นลายซีดสลับแดง (Mottled skin) หรือริมฝีปากเริ่มคล้ำเขียว ซึ่งแสดงถึงภาวะเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ไม่เพียงพอ
3. ภาวะไข้สูงเรื้อรังทานยาไม่ลด
ไข้จากเชื้อ EV71 มักเป็นไข้สูงลอยเกิน 39 องศาเซลเซียสติดต่อกันมากกว่า 48 ชั่วโมง แม้ว่าจะให้ทานยาลดไข้ตามปริมาณที่เหมาะสมหรือเช็ดตัวลดไข้แล้ว แต่อุณหภูมิร่างกายก็ยังไม่ลดลง หรือลดลงเพียงเล็กน้อยแล้วกลับมาสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว
4. อาเจียนพุ่งและกินอาหารไม่ได้เลย
การอาเจียนรุนแรงหรืออาเจียนพุ่งหลายครั้ง ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดภาวะขาดน้ำและเกลือแร่รุนแรงเท่านั้น แต่ยังอาจเป็นสัญญาณของแรงดันในสมองที่สูงขึ้นจากการอักเสบ ร่วมกับอาการปวดแผลในปากจนไม่สามารถดื่มน้ำหรือนมได้เลย ปัสสาวะเริ่มออกน้อยลง (ผ้าอ้อมแห้งนานเกิน 6 ชั่วโมง) ถือเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องได้รับการดูดซึมสารน้ำทางหลอดเลือดดำโดยด่วน
เมื่อมาถึงโรงพยาบาล แพทย์จะดูแลอย่างไร?
เมื่อคุณพ่อคุณแม่พาลูกมาถึงโรงพยาบาลด้วยสัญญาณเตือนข้างต้น กุมารแพทย์จะประเมินสัญญาณชีพ ความรู้สึกตัว และระบบประสาทอย่างละเอียด หากพบภาวะแทรกซ้อนจาก EV71 เด็กจะต้องได้รับการดูแลในหอผู้ป่วยหนักเด็ก (PICU) เพื่อติดตามการทำงานของหัวใจและปอดอย่างใกล้ชิด
"ในทางการแพทย์ การได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที เช่น การให้สารน้ำควบคุมความดัน การใช้อุปกรณ์ช่วยหายใจ หรือการให้ภูมิคุ้มกันบำบัดชนิดฉีด (IVIG) สามารถลดอัตราการเสียชีวิตและลดความเสี่ยงต่อการเกิดความพิการทางระบบประสาทถาวรได้อย่างมีนัยสำคัญ"
สัญชาตญาณของพ่อแม่คือสิ่งสำคัญที่สุด
หมอมักเน้นย้ำเสมอว่า ไม่มีใครรู้จักลูกได้ดีเท่ากับคุณพ่อคุณแม่ หากรู้สึกว่าลูกมีอาการ "แปลกไป" หรือ "ดูไม่สบายตัวมากผิดปกติ" แม้ว่าจะยังไม่แน่ใจว่าเป็นสัญญาณเตือนข้อใด ไม่จำเป็นต้องรอให้เกิดอาการครบทุกอย่าง หรือรอให้ถึงวันนัดของแพทย์ การนำลูกมาพบแพทย์เพื่อประเมินอาการทันทีคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับชีวิตของลูกน้อย