ช่วงนี้เวลามีไข้หวัดหรือโรคระบาดวนกลับมาทีไร คนเป็นพ่อเป็นแม่อย่างเราก็ใจหายทุกที ยิ่งพูเรื่องโควิด-19 ที่อยู่กับเรามานานหลายปีแล้ว แต่พอถึงคิวที่ลูกรักต้องไปรับวัคซีน ความกังวลใจสารพัดก็ผุดขึ้นมาในหัว ตั้งแต่ลูกวัยเตาะแตะไปจนถึงวัยรุ่น กำลังเรียนรู้ว่าลูกแต่ละช่วงวัยควรได้วัคซีนชนิดไหน ปริมาณเท่าไหร่ และปลอดภัยแค่ไหน วันนี้หมอขอมาเล่าให้ฟังแบบเข้าใจง่ายเหมือนนั่งคุยกันที่ห้องตรวจครับ
ลูกวัยไหนเริ่มฉีดได้และเลือกตัวไหนดี?
การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กตามช่วงอายุมีความแตกต่างกันค่อนข้างมากตามพัฒนาการของภูมิคุ้มกันและขนาดตัวของเด็กครับ โดยหลักการแพทย์แบ่งกลุ่มเด็กออกเป็นช่วงวัย เพื่อให้ได้รับปริมาณยาที่เหมาะสมและลดผลข้างเคียงให้มากที่สุด
เด็กเล็กวัย 6 เดือนถึง 4 ปี: เริ่มต้นสร้างเกราะคุ้มกันแรก
สำหรับเด็กกลุ่มนี้ กล้ามเนื้อและระบบภูมิคุ้มกันยังเล็กมาก ปริมาณยาที่ใช้จึงเป็นสูตรเฉพาะสำหรับเด็กเล็กโดยเฉพาะ ซึ่งจะน้อยกว่าของผู้ใหญ่หลายเท่าตัว เพื่อป้องกันอาการข้างเคียงรุนแรง วัคซีนในช่วงวัยนี้จะเน้นการป้องกันอาการป่วยหนักและการนอนโรงพยาบาลเป็นหลัก คุณพ่อคุณแม่หลายคนกังวลเรื่องผลข้างเคียง หมอต้องบอกว่าอาการมักจะไม่รุนแรงเท่าผู้ใหญ่ครับ
เด็กวัย 5 ถึง 11 ปี: วัยเรียนรู้ที่ต้องเสริมภูมิคุ้มกัน
เด็กๆ ในวัยนี้เริ่มไปโรงเรียน เจอเพื่อนฝูงเยอะ ความเสี่ยงในการรับเชื้อจึงสูงขึ้น การฉีดวัคซีนโควิด-19 ในเด็กตามช่วงอายุนี้จะช่วยลดการแพร่เชื้อในห้องเรียนได้ดี ปริมาณยาจะถูกปรับเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์อายุและความพร้อมของร่างกาย เพื่อให้กระตุ้นภูมิคุ้มกันได้เต็มประสิทธิภาพ
วัยรุ่นอายุ 12 ปีขึ้นไป: ปฏิบัติตัวเหมือนผู้ใหญ่
กลุ่มวัยรุ่นถือว่ามีระบบร่างกายใกล้เคียงกับผู้ใหญ่มากแล้ว ขนาดและชนิดของวัคซีนจึงใช้แนวทางเดียวกันกับผู้ใหญ่ได้เลย ช่วงวัยนี้มักจะมีอาการไข้ ปวดเมื่อย หรือเพลียหลังฉีดมากกว่าเด็กเล็กเล็กน้อย ซึ่งเป็นกลไกปกติที่ร่างกายกำลังสร้างภูมิคุ้มกันขึ้นมาสู้กับเชื้อโรค
เตรียมตัวลูกอย่างไรดีก่อนวันไปฉีดวัคซีน?
ก่อนพาลูกไปโรงพยาบาลหรือคลินิก สิ่งสำคัญที่สุดคือการเตรียมความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจของเด็ก
- พักผ่อนให้เพียงพอ: นอนหลับให้เต็มอิ่มในคืนก่อนวันฉีด เพื่อให้ร่างกายพร้อมรับการกระตุ้นภูมิคุ้มกัน
- ดื่มน้ำมากๆ: ช่วยให้ระบบไหลเวียนโลหิตทำงานได้ดีขึ้น ลดอาการเวียนหัวหรืออ่อนเพลีย
- พูดคุยทำความเข้าใจ: บอกความจริงกับลูกด้วยน้ำเสียงอบอุ่นว่าอาจจะเจ็บนิดเดียวเหมือนมดกัด แต่จะช่วยให้ไม่ป่วยหนัก
- เช็คสุขภาพเบื้องต้น: หากลูกมีไข้สูง ไอ น้ำมูกเยอะ หรือไม่สบายในวันนั้น ควรถเลื่อนการฉีดออกไปก่อนจนกว่าจะหายดี
ช่วง 24 ถึง 48 ชั่วโมงหลังฉีด: อาการแบบไหนที่เจอได้ปกติ?
พอฉีดเสร็จกลับมาบ้าน ลูกอาจจะมีอาการตอบสนองต่อวัคซีนบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องธรรมดาที่พบได้ เช่น ปวด บวม แดง ตรงบริเวณที่ฉีด มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย หรือปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ อาการเหล่านี้มักจะค่อยๆ ดีขึ้นและหายไปได้เองภายในสองถึงสามวันครับ
วิธีดูแลลูกรักเมื่อมีไข้หรือปวดแขนหลังฉีด
ถ้าลูกมีอาการไข้หรือปวดระบมแขนข้างที่ฉีด คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลเบื้องต้นได้ง่ายๆ ดังนี้ครับ
- ใช้น้ำอุณหภูมิห้องหรือผ้าชุบน้ำหมาดๆ เช็ดตัวให้ลูกหากมีไข้ต่ำๆ
- ประคบเย็นบริเวณที่ปวดตึงในช่วงวันแรกเพื่อลดอาการบวม
- ให้กินยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวของเด็กที่แพทย์หรือเภสัชกรแนะนำ ห้ามกะปริมาณเองเด็ดขาด
- ให้เด็กดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ และนอนหลับพักผ่อนให้เต็มที่
อาการแบบไหนหลังฉีดวัคซีน ที่ต้องรีบพามาพบแพทย์ทันที?
แม้ว่าอาการส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่ถ้ามีสัญญาณเตือนเหล่านี้เกิดขึ้นกับลูก ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีครับ ได้แก่ มีไข้สูงลอยและไม่ยอมลดแม้เช็ดตัวหรือกินยา หายใจลำบาก หายใจมีเสียงวี้ด หน้าตาบวม ปากบวม มีผื่นขึ้นตามตัวทั่วร่างกาย หรือซึมลงมากปลุกไม่ค่อยตื่น อาการเหล่านี้อาจบ่งบอกถึงภาวะแพ้รุนแรงที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วนจากแพทย์