ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

คุณพ่อคุณแม่หลายคนคงเคยเจอกับสถานการณ์ที่จู่ๆ ลูกน้อยก็มีไข้สูงลอย ตัวร้อนจี๋ ตาแดงก่ำ แถมยังมีอาการไอและน้ำมูกไหลตามมาอย่างรวดเร็ว ความกังวลแรกที่แล่นเข้ามาในหัวมักจะเป็นไข้หวัดใหญ่ หรือโควิด-19 แต่ในความเป็นจริงแล้ว ยังมีไวรัสอีกสองกลุ่มที่เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้เด็กๆ ป่วยบ่อยไม่แพ้กัน นั่นคือ อะดีโนไวรัส (Adenovirus) และ เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus)

ในฐานะแพทย์ หมอมักจะพบคนไข้เด็กที่มาด้วยอาการติดเชื้อของระบบทางเดินหายใจจากไวรัสสองกลุ่มนี้อยู่เสมอ ซึ่งหลายครั้งอาการมักจะคาบเกี่ยวกันจนแยกออกได้ยาก บทความนี้จะพาทุกคนไปทำความเข้าใจอย่างลึกซึ้งเกี่ยวกับการติดเชื้อเหล่านี้ เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลลูกรักได้อย่างถูกวิธีและลดความกังวลใจลง

ทำความรู้จักคู่หูตัวป่วนระบบทางเดินหายใจ

แม้ว่าทั้งสองจะเป็นไวรัสที่ก่อโรคในระบบทางเดินหายใจเหมือนกัน แต่ธรรมชาติและลักษณะเด่นของพวกมันมีความแตกต่างกันอยู่พอสมควร

1. อะดีโนไวรัส (Adenovirus)

การติดเชื้อไวรัสกลุ่มอะดีโนไวรัสในระบบทางเดินหายใจนั้นขึ้นชื่อเรื่องความอึดและทนทานต่อสิ่งแวดล้อมอย่างมาก ไวรัสกลุ่มนี้ไม่เพียงแต่ทำให้เกิดอาการหวัด ไอ และเจ็บคอเท่านั้น แต่ยังมีลักษณะเฉพาะตัวคือ มักจะทำให้มีไข้สูงลอยเป็นเวลานานหลายวัน (บางรายอาจนานถึง 5-7 วัน) ควบคู่ไปกับอาการตาแดง มีขี้ตา และต่อมน้ำเหลืองโต ซึ่งทางการแพทย์เรียกว่า Pharyngoconjunctival fever นอกจากนี้ อะดีโนไวรัสยังสามารถก่อโรคในระบบทางเดินอาหารทำให้มีอาการท้องเสียร่วมด้วยได้

2. เอนเทอโรไวรัส (Enterovirus)

ไวรัสกลุ่มนี้ประกอบด้วยสายพันธุ์ย่อยๆ มากมาย ซึ่งรวมถึงไวรัสที่ก่อโรคยอดฮิตในเด็กอย่าง โรคมือ เท้า ปาก และโรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina) แม้ว่าชื่อของเอนเทอโรไวรัสจะดูเหมือนเน้นไปที่ระบบทางเดินอาหาร (Entero แปลว่าลำไส้) แต่ทางเข้าหลักของไวรัสชนิดนี้มักผ่านทางระบบทางเดินหายใจและการสัมผัส อาการแสดงเด่นๆ คือการมีไข้ ร่วมกับตุ่มแผลในปาก เจ็บคออย่างรุนแรงจนกินอาหารไม่ได้ หรืออาจมีผื่นแดงและตุ่มน้ำใสขึ้นตามมือ เท้า และก้น

สังเกตอาการเด่น: ลูกกำลังติดเชื้อไวรัสตัวไหนอยู่กันแน่

เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการของลูกน้อยได้อย่างทันท่วงที หมอได้สรุปข้อแตกต่างและอาการเด่นของไวรัสทั้งสองกลุ่มนี้ไว้ดังนี้

  • ลักษณะไข้: อะดีโนไวรัสมักทำให้มีไข้สูงลอยยาวนาน แม้จะกินยาแก้ไข้แล้วไข้ก็มักจะไม่ค่อยลดลงง่ายๆ ส่วนเอนเทอโรไวรัสอาจมีไข้สูงในระยะแรก และไข้จะค่อยๆ ลดลงเมื่อตุ่มแผลในปากหรือผื่นเริ่มปรากฏชัดขึ้น
  • อาการทางตา: หากลูกมีอาการตาแดงก่ำ มีขี้ตาเหนียวสีขาวหรือสีเหลืองอ่อนร่วมกับอาการหวัด ให้สงสัยว่าอาจเป็น การติดเชื้อไวรัสกลุ่มอะดีโนไวรัส เป็นอันดับแรกๆ
  • แผลในช่องปากและผื่น: เอนเทอโรไวรัสโดดเด่นมากในเรื่องการทำให้เกิดแผลขนาดเล็กคล้ายแผลร้อนในจำนวนหลายแผลบริเวณเพดานอ่อนและคอหอย ทำให้เด็กเจ็บคอมากจนน้ำลายไหล ไม่ยอมกลืนน้ำและอาหาร

แนวทางการดูแลรักษา: เมื่อยาฆ่าเชื้อไม่ใช่คำตอบ

สิ่งสำคัญที่สุดที่คุณพ่อคุณแม่ต้องเข้าใจคือ ทั้งอะดีโนไวรัสและเอนเทอโรไวรัสเป็นเชื้อไวรัส จึงไม่มีความจำเป็นต้องใช้ยาปฏิชีวนะหรือยาฆ่าเชื้อแบคทีเรียในการรักษา การใช้ยาปฏิชีวนะโดยไม่จำเป็นไม่เพียงแต่ไม่ช่วยให้หายเร็วขึ้น แต่ยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการดื้อยาและเกิดผลข้างเคียงต่อระบบทางเดินอาหารของลูกอีกด้วย

การรักษาโรคติดเชื้อไวรัสทั้งสองกลุ่มนี้จึงเน้นไปที่ การรักษาตามอาการและการประคับประคองเพื่อให้ร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันมาต่อสู้กับเชื้อโรคเอง ดังนี้

  • ลดไข้อย่างถูกวิธี: ให้ยาลดไข้พาราเซตามอลตามน้ำหนักตัวของลูก ทุก 4-6 ชั่วโมงเมื่อมีไข้ ควบคู่ไปกับการเช็ดตัวด้วยน้ำอุณหภูมิห้อง ย้อนรูขุมขนเพื่อระบายความร้อน
  • ป้องกันภาวะขาดน้ำ: ในรายที่เจ็บคอมากจากแผลในปาก (โดยเฉพาะเอนเทอโรไวรัส) ให้เน้นการป้อนน้ำ อาหารเหลวแช่เย็น ไอศกรีม หรือนมเย็นๆ เพื่อช่วยลดความเจ็บปวดและทำให้เด็กยอมกลืนได้ง่ายขึ้น
  • ดูแลระบบทางเดินหายใจ: หากมีน้ำมูกอุดตัน ควรช่วยดูดน้ำมูกหรือล้างจมูกด้วยน้ำเกลือปราศจากเชื้อ เพื่อช่วยให้ลูกหายใจสะดวกและนอนหลับได้ดีขึ้น

สัญญาณเตือนภัยที่ต้องรีบพามาพบแพทย์

แม้ว่าการติดเชื้อส่วนใหญ่จะหายได้เองภายใน 1-2 สัปดาห์ แต่คุณพ่อคุณแม่จำเป็นต้องเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิด หากมีอาการดังต่อไปนี้ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที

  • มีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัด เล่นน้อยลง ไม่อยากทำกิจกรรมที่เคยชอบ แม้เวลาที่ไข้ลดลงแล้วก็ยังดูซึมและอ่อนเพลียมาก
  • มีภาวะขาดน้ำรุนแรง เช่น ปากแห้ง ผิวแห้ง เบ้าตาลึก ร้องไห้ไม่มีน้ำตา หรือปัสสาวะห่างเกิน 6-8 ชั่วโมง
  • หายใจเร็ว หายใจหอบเหนื่อย มีเสียงครืดคราดในอก หรือหน้าอกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีอาการทางระบบประสาท เช่น เดินเซ มือสั่น ขาสั่น อาเจียนพุ่ง สะดุ้งผวาบ่อย หรือมีอาการชัก

สร้างเกราะป้องกันเพื่อปกป้องลูกรัก

เนื่องจากปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนเฉพาะเจาะจงที่ใช้ป้องกันไวรัสทั้งสองกลุ่มนี้ในวงกว้าง การป้องกันที่ดีที่สุดจึงตกเป็นเรื่องของสุขอนามัยขั้นพื้นฐาน การล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำสะอาดเป็นเวลาน้อยที่สุด 20 วินาทีถือเป็นหัวใจสำคัญ เพราะเจลแอลกอฮอล์ทั่วไปอาจไม่สามารถทำลายล้างเชื้อไวรัสกลุ่มที่ไม่มีเปลือกหุ้มอย่างเอนเทอโรไวรัสได้อย่างมีประสิทธิภาพเต็มที่

นอกจากนี้ ควรหลีกเลี่ยงการพาลูกไปยังสถานที่แออัดในช่วงที่มีการแพร่ระบาด หมั่นทำความสะอาดของเล่นและของใช้ส่วนตัวด้วยน้ำยาฆ่าเชื้อที่เหมาะสม และที่สำคัญที่สุดคือ หากพบว่าลูกมีอาการป่วย ควรให้งดเรียนและพักผ่อนอยู่ที่บ้านจนกว่าจะหายเป็นปกติ เพื่อเป็นการรับผิดชอบต่อส่วนรวมและป้องกันการแพร่กระจายเชื้อไปยังเด็กคนอื่นๆ ในสถานศึกษา

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ