ช่วงนี้เวลาคุณพ่อคุณแม่พาเด็กๆ มาหาที่คลินิก สิ่งหนึ่งที่มักจะบ่นให้ฟังด้วยความเหนื่อยใจไม่แพ้เรื่องสุขภาพกาย ก็คือเรื่องความเครียดและปัญหาการจัดการการบ้านของลูกๆ ยิ่งยุคนี้มีการเรียนแบบผสมผสาน มีการบ้านออนไลน์เข้ามาด้วยแล้ว กลายเป็นว่าโต๊ะทำงานในบ้านกลายเป็นสนามรบขนาดย่อม ลูกนั่งหน้าเครียดหน้าจอคอมพิวเตอร์ ส่วนคุณพ่อคุณแม่ก็คอยลุ้นคอยตามจี้จนเหนื่อยไปตามๆ กัน ในมุมมองของหมอ ความเครียดเรื้อรังจากเรื่องเรียนและการบ้านนี้ส่งผลต่อสุขภาพจิตและฮอร์โมนความเครียดในเด็กโดยตรง วันนี้หมอเลยอยากมาแชร์เทคนิคการจัดการการบ้านและการบ้านออนไลน์อย่างมีประสิทธิภาพ ที่จะช่วยเปลี่ยนบรรยากาศตึงเครียดที่บ้านให้กลายเป็นความสุขได้ครับ
ทำไมการบ้านถึงกลายเป็นภูเขาเลากาในสายตาเด็กๆ
เวลาเรามองดูงานที่ครูสั่ง เราอาจจะรู้สึกว่ามันไม่ได้เยอะอะไร แต่สำหรับสมองของเด็กที่ยังพัฒนาในส่วนของการบริหารจัดการตัวเอง หรือที่ในทางการแพทย์เรียกว่า Executive Function (EF) การต้องมานั่งเคลียร์งานหลายวิชา พร้อมกับสลับหน้าจอคอมพิวเตอร์เปิดแท็บนู้นนี้ไปด้วย มันคือความเหนื่อยล้าทางสมองขั้นสุด เด็กหลายคนไม่รู้ว่าจะเริ่มตรงไหนก่อน สุดท้ายก็เลยเลือกที่จะผลวันประกันพรุ่ง นั่งแช่อยู่หน้าโต๊ะนานหลายชั่วโมงแต่ไม่ได้งาน จนกลายเป็นปัญหาการนอนดึกและตื่นมางอแงในตอนเช้า
จัดโต๊ะและจัดระบบหน้าจอให้พร้อมรบ
ก้าวแรกที่สำคัญมากคือการเคลียร์พื้นที่ทางกายภาพและโลกดิจิทัลให้สะอาดตา โต๊ะทำการบ้านควรมีแค่สมุดหนังสือและอุปกรณ์ที่จำเป็นจริงๆ ส่วนการบ้านออนไลน์ก็เช่นกัน ก่อนเริ่มทำควรปิดแจ้งเตือนจากโซเชียลมีเดียหรือเกมในคอมพิวเตอร์ให้หมด เพื่อป้องกันไม่ให้สมาธิหลุดไปไกล เพราะทุกครั้งที่เด็กหันไปสนใจหน้าจออื่น สมองต้องใช้เวลาตั้งหลักใหม่พักใหญ่กว่าจะกลับมาโฟกัสกับโจทย์ตรงหน้าได้เหมือนเดิม
เทคนิคแบ่งเวลาแบบไม่ทรมานสมองเด็ก
หมอไม่แนะนำให้เด็กนั่งทำรวดเดียวสองสามชั่วโมงโดยไม่ลุกไปไหนเลย เพราะจะทำให้สมองล้าและประสิทธิภาพในการเรียนรู้ตกลงอย่างเห็นได้ชัด ลองใช้เทคนิคการแบ่งเวลาแบบสั้นๆ เช่น ให้ตั้งเวลาทำงานจดจ่อเต็มที่ยี่สิบนาทีแล้วพักห้านาที ลุกไปดื่มน้ำ ขยับร่างกาย เพื่อให้เลือดลมไหลเวียนดีขึ้น วิธีนี้ช่วยลดความอึดอัดและทำให้เด็กรู้สึกว่าเป้าหมายมันใกล้แค่เอื้อม ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด
แยกแยะงานยากงานง่าย เพื่อบริหารพลังงานสมอง
ช่วงเวลาที่เด็กเพิ่งกลับมาจากโรงเรียนหรือช่วงหัวค่ำ พลังงานสมองของแต่ละคนจะไม่เท่ากัน งานไหนที่ต้องใช้ความคิดสร้างสรรค์เยอะๆ หรือโจทย์เลขยากๆ ควรเลือกทำตอนที่สมองยังสด
- งานยากใช้พลังงานเยอะ ให้ทำตอนหัวค่ำที่ยังมีสมาธิ
- งานท่องจำหรือส่งออนไลน์ง่ายๆ เก็บไว้ทำช่วงท้ายก่อนเวลาพักผ่อน
ข้อดีและประโยชน์ของคุณพ่อคุณแม่ในการเป็นผู้สนับสนุน
สิ่งที่คุณหมอมักจะเน้นย้ำเสมอก็คือ หน้าที่การบ้านเป็นของลูก แต่หน้าที่ซัพพอร์ตเป็นของเรา การเข้าไปนั่งจี้ นั่งบ่น หรือทำแทนให้ จะยิ่งทำให้อัตราความเครียดของเด็กพุ่งสูงขึ้นและขาดความภูมิใจในตัวเอง ลองเปลี่ยนเป็นช่วยลูกวางแผนตั้งแต่ตอนเย็นว่าวันนี้มีอะไรต้องทำบ้าง แล้วปล่อยให้เขาลงมือทำเองโดยมีเราคอยอยู่ใกล้ๆ แบบห่วงๆ เมื่อเขาทำสำเร็จ สมองจะหลั่งสารความสุขออกมา ทำให้เขามีแรง
- ให้คำปรึกษาเมื่อติดขัดจริงๆ
- ชื่นชมในความพยายามไม่ใช่แค่คะแนน
- ปล่อยให้เขารับผิดชอบผลลัพธ์ที่ตามมาบ้าง
สัญญาณเตือนภัยที่บอกว่าลูกเครียดเกินไป
ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตว่าช่วงนี้ลูกเริ่มมีอาการปวดหัว ปวดท้องโดยไม่ทราบสาเหตุ นอนไม่หลับ ฝันร้าย หรือมีอารมณ์หงุดหงิดง่ายกว่าปกติ นั่นอาจไม่ใช่เรื่องนิสัยส่วนตัว แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนจากร่างกายว่าภาระงานและการบ้านเริ่มเกินขีดจำกัดความสามารถในการรับมือแล้ว ในกรณีนี้เราอาจจะต้องลองพูดคุยกับคุณครูเพื่อปรับลดภาระงานลงบ้าง เพื่อรักษาสุขภาพจิตและสุขภาพกายของเด็กเอาไว้เป็นอันดับแรก