ในห้องตรวจของหมอ มีคนไข้หลายคนที่เดินเข้ามาด้วยรอยแผลที่ข้อมือ รอยกรีดตามท่อนแขน หรือร่องรอยของการทำร้ายตัวเองในรูปแบบต่างๆ เมื่อเราค่อยๆ พูดคุยและเปิดใจรับฟัง สิ่งที่หมอมักจะได้ยินบ่อยครั้งไม่ใช่เรื่องของความอยากตาย แต่เป็นเรื่องราวของความอับอาย ความรู้สึกผิดหวังในตัวเองอย่างรุนแรง และความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าพอที่จะหายใจอยู่บนโลกใบนี้อีกต่อไป
ปัญหาสุขภาพจิตและการทำร้ายตัวเองจากความอับอาย เป็นเรื่องใกล้ตัวที่สังคมมักจะมองข้าม เพราะเรามักจะไปโฟกัสที่ตัวแผลทางกาย แต่หลงลืมไปว่าแผลเป็นเหล่านั้นเป็นเพียงปลายทางของภูเขาน้ำแข็ง ส่วนภูเขาน้ำแข็งก้อนใหญ่ที่ซ่อนอยู่ใต้น้ำคือความเจ็บปวดทางอารมณ์ที่พรั่งพรูจนเกินกว่าที่สมองและจิตใจจะรับไหว
ความอับอายกับความรู้สึกผิดต่างกันอย่างไร และทำไมถึงผลักดันให้คนเราเจ็บตัว?
เวลาที่เราทำผิดพลาด เรามักจะสับสนระหว่างความรู้สึกผิดกับความอับอาย สองคำนี้มีความหมายและผลกระทบต่อจิตใจที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง
ความรู้สึกผิดคือการที่เราคิดว่า ฉันทำเรื่องที่ไม่ดีลงไป ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ทำให้เราอยากแก้ไขปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น แต่ความอับอายคือการที่เราคิดว่า ฉันนี่แหละคือคนไม่ดี ฉันมันแย่ ฉันมันน่าสมเพช ความรู้สึกนี้มันกัดกินตัวตนของเราจนทำให้รู้สึกว่าตัวเองไม่มีทางแก้ตัวได้อีกแล้ว
เมื่อคนเราตกอยู่ในวังวนของความอับอายขั้นสุดยอด สมองจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมาอย่างมหาศาล หัวใจเต้นเร็ว หายใจไม่ออก รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจะแตกสลายเป็นเสี่ยงๆ ในวินาทีนั้นเอง การทำร้ายตัวเองจึงกลายมาเป็นทางออกฉุกเฉินที่สมองสั่งการโดยอัตโนมัติ เพื่อดึงความสนใจจากความเจ็บปวดทางใจที่มองไม่เห็น ให้ย้ายมาอยู่ที่ความเจ็บปวดทางกายที่สัมผัสได้จริง เพราะความเจ็บตัวช่วยให้ความชาและความเคว้งคว้างในใจมันเบาบางลงไปได้ชั่วคราว
วงจรอุบาทว์ของความอับอายและการเก็บกดความรู้สึก
คนที่มีแนวโน้มทำร้ายตัวเองจากความอับอาย มักจะเป็นคนที่เก็บความรู้สึกเก่ง เป็นคนสมบูรณ์แบบ (Perfectionist) หรือคนที่แบกความคาดหวังของคนรอบข้างเอาไว้เต็มบ่า เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้นมาแม้เพียงเล็กน้อยในสายตาคนอื่น พวกเขาจะรู้สึกเหมือนโลกทั้งใบพังทลายลงมา
สิ่งที่น่ากลัวคือ ความอับอายมักจะมาพร้อมกับความลับ เมื่อทำผิดพลาดแล้วเกิดความอับอาย พวกเขาจะเลือกเก็บเงียบ ไม่กล้าบอกใคร เพราะกลัวการถูกตัดสิน กลัวการถูกซ้ำเติม และกลัวว่าคนอื่นจะมองว่าตัวเองไร้ค่า ความรู้สึกที่ถูกกดทับไว้นานวันเข้าจะกลายเป็นระเบิดเวลา และเมื่อระเบิดนั้นทำงาน การทำร้ายตัวเองจึงเป็นวิธีระบายออกที่รวดเร็วที่สุดในมุมมองของพวกเขา
เราจะช่วยคนที่กำลังจมอยู่กับความอับอายและทำร้ายตัวเองได้อย่างไร?
หากคนใกล้ตัวของคุณหรือตัวคุณเองกำลังเผชิญกับปัญหานี้ สิ่งสำคัญที่สุดคือการเปลี่ยนวิธีคิดและการปฏิบัติ․ตัวต่อความเจ็บปวดทางใจ โดยมีแนวทางที่สามารถเริ่มทำได้จริงดังนี้ครับ
หยุดตัดสินและหยุดโทษตัวเองซ้ำสอง
เมื่อเกิดความผิดพลาดขึ้น ให้ลองถอยออกมาก้าวหนึ่งแล้วบอกตัวเองว่า ความผิดพลาดเป็นเรื่องธรรมดาของมนุษย์ การที่เราทำอะไรพลาดไปไม่ได้แปลว่าตัวเราเป็นคนไร้ค่า เลิกใช้คำพูดรุนแรงทับถมตัวเองในยามที่จิตใจอ่อนแออยู่แล้ว
หาพื้นที่ปลอดภัยในการระบายความรู้สึก
ความอับอายจะเติบโตได้ดีในความมืดและความลับ แต่จะเหี่ยวเฉาลงเมื่อถูกนำออกมาพูดคุยในที่สว่าง การได้ระบายความรู้สึก ความกลัว และความอับอายให้คนที่ไว้ใจฟัง เช่น เพื่อนสนิท คนในครอบครัวที่เข้าใจ หรือแพทย์และนักจิตวิทยา จะช่วยลดพลังทำลายล้างของความรู้สึกนั้นลงไปได้อย่างไม่น่าเชื่อ
สร้างทางเลือกอื่นในการจัดการกับอารมณ์รุนแรง
ในวันที่ความอับอายถาโถมจนอยากทำร้ายตัวเอง ให้ลองเปลี่ยนพฤติกรรมเป็นการระบายออกทางอื่นที่ไม่ทำร้ายร่างกาย เช่น การกำก้อนน้ำแข็งไว้ในมือแน่นๆ จนรู้สึกชา การวิ่งออกกำลังกายอย่างหนักหน่วงเพื่อปลดปล่อยพลังงานลบ หรือการเขียนระบายความรู้สึกทุกอย่างลงในกระดาษแล้วฉีกทิ้ง เพื่อให้สมองได้เปลี่ยนโฟกัสจากความเจ็บปวดทางใจมาสู่กิจกรรมทางกายที่ปลอดภัยกว่า
เมื่อไหร่ควรพาตัวเองไปพบผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพจิต?
ถ้าคุณรู้สึกว่าความอับอายและความรู้สึกผิดเริ่มควบคุมชีวิตประจำวันไม่ได้ นอนไม่หลับ คิดวนเวียนอยู่แต่เรื่องเดิมๆ หรือมีความคิดอยากทำร้ายตัวเองบ่อยครั้งขึ้นเรื่อยๆ นั่นไม่ใช่ความอ่อนแอ แต่มันคือสัญญาณขอความช่วยเหลือจากร่างกายและจิตใจ
การไปพบจิตแพทย์หรือนักจิตบำบัดไม่ได้แปลว่าเราเป็นคนบ้า แต่เป็นการพาตัวเองไปหาช่างซ่อมเครื่องยนต์ที่เชี่ยวชาญ เพื่อมาช่วยกู้คืนสภาพจิตใจที่กำลังเสียหายให้กลับมาเข้มแข็งและใช้งานได้ดีอีกครั้ง คุณไม่ต้องแบกรับความอับอายและบาดแผลเหล่านี้ไว้คนเดียวบนโลกใบนี้ครับ