ช่วงนี้เวลาเดินตรวจที่คลินิกหรือโรงพยาบาล สิ่งหนึ่งที่หมอมักจะได้ยินคุณพ่อคุณแม่เล่าให้ฟังด้วยความกังวลใจอยู่บ่อยๆ คือเรื่องอาการไอ มีเสมหะ และเสียงหายใจครืดคราดของเจ้าตัวเล็กที่หายยากเหลือเกิน พอตรวจดูแล้วหลายเคสก็หนีไม่พ้นเจ้าเชื้อตัวร้ายที่มีชื่อว่าไวรัสอาร์เอสวี หรือที่เรารู้จักกันในชื่อสั้นๆ ว่าอาร์เอสวี ซึ่งวันนี้หมออยากจะมาเล่าให้ฟังกันแบบเข้าใจง่ายว่าเจ้าเชื้อตัวนี้คืออะไร ทำไมถึงอันตราย และเราจะมีวิธีรับมืออย่างไรดีครับ
รู้จักหน้าค่าตาเจ้าไวรัสอาร์เอสวีกันหน่อย
อาร์เอสวี หรือชื่อเต็มๆ คือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่ชอบโจมตีระบบทางเดินหายใจของเราครับ โดยเฉพาะในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ผู้สูงอายุ และคนที่มีโรคประจำตัวเรื้อรัง เชื้อตัวนี้ไม่ได้เพิ่งมีมาใหม่นะครับ แต่มันอยู่คู่กับเรามานานแล้ว และมักจะระบาดในช่วงฤดูฝนหรือหน้าหนาวเป็นพิเศษ
ความน่ากลัวของมันคือ ติดต่อง่ายมาก แค่มีคนไอ จามใส่กัน หรือไปจับของเล่น ของใช้ที่มีเชื้อไวรัสติดอยู่ แล้วเอามือมาจับหน้า ขยี้ตา เชื้อก็พร้อมจะเข้าสู่ร่างกายได้ทันทีครับ
อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าติดเชื้ออาร์เอสวีแล้ว
เวลาที่เราได้รับเชื้อเข้ามา ระยะฟักตัวจะอยู่ที่ประมาณ 2 ถึง 8 วัน อาการในระยะแรกจะดูคล้ายกับไข้หวัดธรรมดามากๆ จนหลายคนอาจจะชะล่าใจ โดยจะมีอาการดังนี้
- ไข้ เริ่มมีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูง
- น้ำมูก มีน้ำมูกไหล ไอ จาม เจ็บคอ
- เบื่ออาหาร กินนมหรืออาหารได้น้อยลงกว่าเดิม
แต่จุดที่ต่างจากหวัดทั่วไปคือ เชื้ออาร์เอสวีมักจะลุกลามลงสู่ทางเดินหายใจส่วนล่างได้ง่าย ทำให้เกิดหลอดลมฝอยอักเสบหรือปอดบวมตามมาได้ครับ
ช่วงวันที่ 3 ถึง 5 ของโรค: จุดเปลี่ยนที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
ช่วงเวลาที่หมอเป็นห่วงมากที่สุดสำหรับเด็กเล็ก คือช่วงวันที่ 3 ถึง 5 หลังจากเริ่มมีอาการครับ เพราะในระยะนี้อาการหวัดธรรมดาอาจจะเริ่มรุนแรงขึ้น ลูกน้อยจะมีอาการไอถี่และรุนแรงมากขึ้น หายใจเร็ว หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือเวลาหายใจมีเสียงครืดคราดหรือเสียงหวีด
สาเหตุที่เป็นแบบนั้นเพราะเสมหะจะเริ่มเหนียวข้นและมีปริมาณมาก ไปอุดตันตามหลอดลมขนาดเล็ก ทำให้เด็กหายใจลำบาก ออกซิเจนในเลือดลดลง ซึ่งหากปล่อยไว้โดยไม่พบแพทย์อาจเกิดภาวะหายใจล้มเหลวที่เป็นอันตรายถึงชีวิตได้ครับ
วิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อลูกป่วยที่บ้าน
ถ้าลูกน้อยติดเชื้อและอาการยังไม่รุนแรง แพทย์มักจะให้รักษาตามอาการที่บ้านครับ โดยมีแนวทางปฏิบัติหลักๆ ดังนี้
- เช็ดตัวลดไข้และให้ยาลดไข้ตามน้ำหนักตัวอย่างเคร่งครัด
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือ เพื่อช่วยให้น้ำมูกที่เหนียวข้นหลุดออกมาได้ง่ายขึ้น
- ให้ดื่มน้ำอุ่นบ่อยๆ เพื่อช่วยละลายเสมหะ
- ดูดน้ำมูกออกด้วยลูกยางแดงหรือเครื่องดูดน้ำมูกสำหรับเด็ก เพื่อให้ทางเดินหายใจโล่งขึ้น
- สังเกตอาการเหนื่อยหอบอย่างใกล้ชิดตลอด 24 ชั่วโมง
สัญญาณเตือนภัยสีแดง: อาการแบบนี้ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรฝืนรอดูอาการอยู่ที่บ้านหากพบว่ามีสัญญาณอันตรายเหล่านี้ปรากฏขึ้น
- หายใจหอบเหนื่อยมาก จนหน้าอกบุ๋มหรือปีกจมูกบานเวลาหายใจ
- ริมฝีปากหรือปลายนิ้วเริ่มเขียวคล้ำ จากภาวะขาดออกซิเจน
- ซึมลงปลุกไม่ค่อยตื่น หรือมีอาการชัก
- อาเจียนมากจนกินอะไรไม่ได้เลย หรือปัสสาวะน้อยลงกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด
วิธีรักษาจากมุมมองแพทย์
ปัจจุบันโรคนี้ยังไม่มียาต้านไวรัสจำเพาะที่ใช้รักษาให้หายขาดโดยตรงครับ แพทย์จึงทำการรักษาตามอาการเป็นหลัก เช่น การให้ออกซิเจน การพ่นยาขยายหลอดลมเพื่อช่วยลดอาการหลอดลมเกร็งตัว การเคาะปอดและดูดเสมหะออกเพื่อเคลียร์ทางเดินหายใจ ในรายที่มีภาวะติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนร่วมด้วย แพทย์จึงจะพิจารณาให้ยาปฏิชีวนะเพิ่มเติมครับ
การป้องกันคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด
เนื่องจากเรายังไม่มีวัคซีนป้องกันโรคอาร์เอสวีที่ใช้ได้ผลดีในวงกว้างเหมือนไข้หวัดใหญ่ การป้องกันจึงต้องอาศัยสุขอนามัยที่ดีเป็นหลักครับ หมอแนะนำให้หมั่นล้างมือบ่อยๆ ด้วยสบู่หรือเจลแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปอยู่ในที่แออัดช่วงที่มีการระบาด ทำความสะอาดของเล่นและพื้นผิวสัมผัสสม่ำเสมอ และหากคนในบ้านเริ่มมีอาการป่วย ควรสวมหน้ากากอนามัยและแยกของใช้เพื่อป้องกันการแพร่เชื้อสู่เด็กเล็กและผู้สูงอายุในบ้านครับ