ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หลายคนมักละเลยการดูแลตับเพราะตับเป็นอวัยวะที่อดทนสูงมาก แม้จะเริ่มอักเสบหรือบาดเจ็บก็มักจะไม่แสดงอาการเตือนออกมาให้เห็นชัดเจนจนกว่าจะถึงขั้นวิกฤต หนึ่งในสาเหตุที่ทำร้ายตับได้อย่างรุนแรงและพบได้บ่อยคือเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดเอและบี ซึ่งการป้องกันโรคร้ายเหล่านี้ล่วงหน้าอย่างมีประสิทธิภาพที่สุดคือ การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบที่จะช่วยสร้างเกราะคุ้มกันให้ตับทำงานได้อย่างปลอดภัยในระยะยาว

ทำความรู้จักศัตรูร้ายของตับ: ไวรัสตับอักเสบชนิดเอและบี ต่างกันอย่างไร?

ก่อนจะไปถึงเรื่องการป้องกัน อยากชวนมาทำความเข้าใจธรรมชาติของไวรัสทั้งสองชนิดนี้ก่อน เพราะมีช่องทางการติดต่อและความรุนแรงที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ไวรัสตับอักเสบชนิดเอ: ติดต่อง่ายจากจานอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด

ไวรัสชนิดนี้ติดต่อผ่านทางระบบทางเดินอาหารเป็นหลัก เช่น การรับประทานอาหารดิบๆ สุกๆ อาหารทะเลที่ปนเปื้อน หรือการใช้ช้อนร่วมกับผู้ติดเชื้อโดยไม่มีช้อนกลาง เมื่อได้รับเชื้อจะทำให้เกิดการอักเสบของตับแบบเฉียบพลัน มีอาการไข้สูง หนาวสั่น ตัวเหลือง ตาเหลือง (ดีซ่าน) อ่อนเพลียอย่างรุนแรง และคลื่นไส้อาเจียน แม้ว่าไวรัสชนิดเอจะไม่กลายเป็นโรคตับอักเสบเรื้อรัง แต่ในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคตับอยู่เดิม อาจรุนแรงถึงขั้นตับวายเฉียบพลันได้

ไวรัสตับอักเสบชนิดบี: ภัยเงียบตัวจริงที่นำไปสู่ตับแข็งและมะเร็งตับ

ความน่ากลัวของไวรัสชนิดบีสูงกว่าชนิดเอหลายเท่า เพราะติดต่อทางเลือด เพศสัมพันธ์ การใช้เข็มร่วมกัน และการติดต่อจากแม่สู่ลูกขณะคลอด หากร่างกายไม่สามารถกำจัดเชื้อได้หมด โรคจะดำเนินไปอย่างเงียบๆ กลายเป็นภาวะตับอักเสบเรื้อรัง ตับแข็ง และกลายเป็นมะเร็งตับในที่สุด ผู้ป่วยจำนวนมากไม่รู้ตัวเลยว่ามีเชื้ออยู่ในร่างกายจนกระทั่งตับเสียหายไปมากแล้ว

การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบเอและบี: เกราะป้องกันที่คุ้มค่าที่สุด

เนื่องจากยารักษาไวรัสตับอักเสบมีข้อจำกัดและราคาค่อนข้างสูง การฉีดวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดในการปกป้องสุขภาพ ปัจจุบันมีวัคซีนที่สะดวกมากคือ วัคซีนรวมชนิดเอและบี ซึ่งช่วยให้เจ็บตัวน้อยลงและได้รับภูมิคุ้มกันพร้อมกันทั้งสองชนิด

ใครบ้างที่ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนโดยด่วน?

  • ผู้ที่ตรวจเลือดแล้วพบว่ายังไม่มีภูมิคุ้มกันต่อไวรัสทั้งสองชนิด
  • กลุ่มคนที่ชอบรับประทานอาหารดิบ อาหารกึ่งสุกกึ่งดิบ หรือต้องเดินทางไปท่องเที่ยวในพื้นที่ที่มีสุขอนามัยไม่ดีบ่อยๆ ซึ่งเสี่ยงต่อการติดเชื้อชนิดเอ
  • ผู้ที่มีพฤติกรรมเสี่ยงทางเพศ หรือมีคนในครอบครัวเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบชนิดบี
  • ผู้ป่วยโรคตับเรื้อรังชนิดอื่นๆ เพื่อป้องกันไม่ให้ตับถูกทำลายซ้ำซ้อน
  • บุคลากรทางการแพทย์ที่ต้องสัมผัสเลือดหรือสิ่งส่งตรวจของคนไข้

ต้องฉีดกี่เข็ม และเว้นระยะห่างอย่างไรถึงจะกระตุ้นภูมิได้ดีที่สุด?

การสร้างภูมิคุ้มกันให้สมบูรณ์ต้องอาศัยวินัยและการมาตามนัดอย่างสม่ำเสมอ โดยมีแนวทางดังนี้

  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดเอ: ฉีดทั้งหมด 2 เข็ม โดยเข็มที่สองจะห่างจากเข็มแรกประมาณ 6-12 เดือน
  • วัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบชนิดบี: ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ที่เดือนที่ 0, 1 และ 6
  • วัคซีนรวมเอและบี: ฉีดทั้งหมด 3 เข็ม ที่เดือนที่ 0, 1 และ 6 เช่นเดียวกัน ซึ่งวิธีนี้จะสะดวกและครอบคลุมการป้องกันได้รวดเร็วขึ้น

เตรียมตัวอย่างไรก่อนเดินเข้ารับการฉีดวัคซีน

การเตรียมตัวไม่ได้ยุ่งยากอย่างที่คิด เพียงแค่นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพออย่างน้อย 6-8 ชั่วโมง ดื่มน้ำสะอาดมากๆ และหากมีโรคประจำตัวหรือมียาที่ต้องรับประทานเป็นประจำ ควรแจ้งให้แพทย์หรือพยาบาลทราบก่อนเสมอ นอกจากนี้ แนะนำให้เจาะเลือดตรวจหาเชื้อและระดับภูมิคุ้มกันเดิมก่อน หากพบว่ามีภูมิคุ้มกันตามธรรมชาติอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องฉีดซ้ำให้เสียค่าใช้จ่าย

วิธีดูแลตัวเองหลังฉีดวัคซีน: จัดการกับอาการปวดตึงและไข้ต่ำๆ อย่างถูกวิธี

หลังฉีดวัคซีนเสร็จแล้ว อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยเกิดขึ้นได้ ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่แสดงว่าร่างกายกำลังตอบสนองต่อวัคซีนเพื่อสร้างภูมิคุ้มกัน โดยสามารถดูแลตัวเองได้ดังนี้

  • ช่วง 24 ชั่วโมงแรกหลังฉีด: หากมีอาการปวด บวม หรือแดงบริเวณที่ฉีด ให้ใช้เจลเย็นหรือผ้าชุบน้ำเย็นประคบเบาๆ เพื่อลดการอักเสบ หลีกเลี่ยงการนวด คลึง หรือถูบริเวณต้นแขนรุนแรง เพราะอาจทำให้ยาซึมกระจายเร็วเกินไปจนระบมมากขึ้น
  • หลังผ่านไป 24 ชั่วโมง: หากยังมีอาการตึงเกร็งของกล้ามเนื้อ สามารถเปลี่ยนมาใช้วิธีประคบอุ่นเบาๆ เพื่อช่วยผ่อนคลายกล้ามเนื้อรอบๆ รอยเข็ม
  • การกินยาพาราเซตามอลอย่างปลอดภัย: หากเริ่มมีไข้ต่ำๆ หรือปวดศีรษะ สามารถรับประทานยาพาราเซตามอลเพื่อบรรเทาอาการได้ตามขนาดน้ำหนักตัว และควรเว้นระยะห่างทุก 4-6 ชั่วโมงตามความจำเป็น ไม่ควรซื้อยากลุ่มต้านการอักเสบชนิดรุนแรงมารับประทานเองโดยไม่ปรึกษาแพทย์

อาการแบบไหนหลังฉีดวัคซีน ที่ต้องรีบกลับมาพบแพทย์ทันที?

แม้ว่าวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบจะมีความปลอดภัยสูงมาก แต่ในรายที่แพ้วัคซีนอย่างรุนแรงอาจพบอาการเหล่านี้ได้ ซึ่งต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

  • มีอาการหายใจติดขัด หายใจเสียงดังวี๊ด หรือแน่นหน้าอก
  • มีผื่นคันขึ้นตามตัวอย่างรวดเร็ว ปากบวม ตาบวม หรือใบหน้าบวม
  • มีอาการหน้ามืด คล้ายจะเป็นลม หรือชีพจรเต้นเร็วและเบาลง
  • มีไข้สูงลอยเกินกว่า 38.5 องศาเซลเซียสและไม่ยอมลดลงแม้จะรับประทานยาพาราเซตามอลแล้ว

การใส่ใจดูแลตับด้วยวัคซีนตั้งแต่วันที่ร่างกายยังแข็งแรงดีอยู่ เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพราะการรักษาโรคตับอักเสบในวันที่สายไปแล้วนั้นยุ่งยากและส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมหาศาล

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down