เวลาที่เราพูดถึงเรื่องสุขภาพของคนในบ้าน โดยเฉพาะผู้สูงอายุหรือคนที่กำลังอยู่ในช่วงฟื้นตัวจากอาการเจ็บป่วย เรามักจะนึกถึงเรื่องการกินยาให้ตรงเวลา การไปหาหมอตามนัด หรือการตรวจสุขภาพประจำปี แต่มีอีกเรื่องหนึ่งที่มีความสำคัญไม่แพ้กัน และมักจะถูกมองข้ามไปบ่อยๆ นั่นคือการดูแลตัวเองในกิจวัตรประจำวันธรรมดาๆ นี่เองครับ
ในฐานะหมอที่ได้พูดคุยกับคนไข้และญาติอยู่เสมอ ผมมักจะเห็นว่าเป้าหมายสูงสุดของทุกคนไม่ใช่แค่การหายจากโรค แต่คือการได้กลับมาใช้ชีวิตด้วยตัวเองอย่างอิสระ ไม่ต้องคอยกังวลว่าวันนี้จะลุกขึ้นมาอาบน้ำเองได้ไหม จะหยิบจับข้าวปลาทานเองไหวหรือเปล่า การฝึกฝนและฟื้นฟูความสามารถเหล่านี้จึงเป็นหัวใจสำคัญที่เราเรียกกันว่า การส่งเสริมทักษะการใช้ชีวิตประ
กิจวัตรประจำวันเรื่องเล็กๆ ที่มีความหมายยิ่งใหญ่ต่อร่างกายและจิตใจ
หลายคนอาจคิดว่าเรื่องอย่างการตักข้าวเข้าปาก การติดกระดุมเสื้อ หรือการเดินไปเข้าห้องน้ำ เป็นเรื่องพื้นฐานที่ใครๆ ก็ทำได้ แต่เชื่อไหมครับว่าสำหรับผู้ป่วยหรือผู้สูงอายุ การทำสิ่งเหล่านี้ได้ด้วยตัวเองคือยาใจชั้นดีที่ช่วยกู้คืนความมั่นใจและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์กลับมา
เมื่อเราส่งเสริมให้ผู้ป่วยได้ลงมือทำกิจวัตรเหล่านี้ด้วยตัวเอง สมองและกล้ามเนื้อจะถูกกระตุ้นให้ทำงานประสานกันอย่างต่อเนื่อง เปรียบเสมือนการออกกำลังกายสมองและร่างกายไปในตัว ช่วยชะลอความเสื่อม ลดภาวะซึมเศร้า และทำให้คนที่เรารักรู้สึกว่าตัวเองยังมีคุณค่า ไม่เป็นภาระของใคร
ประเมินความสามารถที่แท้จริงก่อนเริ่มต้นฝึกฝน
ก่อนที่เราจะเริ่มลงมือช่วยกันฝึกอะไร เราต้องมาสำรวจดูก่อนว่าตอนนี้คนที่เรารักเขายังทำอะไรได้เองบ้าง และตรงไหนที่เริ่มติดขัด เพื่อที่เราจะได้เข้าไปสนับสนุนถูกจุด ไม่ใช่ไปทำแทนเขาทุกอย่างจนเขากลายเป็นคนหมดแรงจูงใจไปในที่สุด
ทักษะการดูแลตัวเองพื้นฐานที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ
- การรับประทานอาหาร: สามารถใช้ช้อนตักเข้าปากเองได้ หรือยังต้องมีคนคอยป้อนและระเรื่องการสำลัก
- การแต่งกาย: เลือกเสื้อผ้าและใส่เองได้ไหม ติดกระดุมหรือใส่รองเท้าเองได้หรือเปล่า
- การอาบน้ำและชำระร่างกาย: เดินไปห้องน้ำเองได้ไหม หรือต้องใช้อุปกรณ์ช่วยพยุง
- การเคลื่อนย้ายตัวเอง: ลุกจากเตียง นั่งเก้าอี้ หรือเดินภายในบ้านทำได้มากน้อยแค่ไหน
ปรับบ้านและสิ่งแวดล้อมรอบตัวให้เอื้อต่อการช่วยเหลือตัวเอง
บางครั้งปัญหาที่ผู้ป่วยทำกิจวัตรประจำวันไม่ได้ อาจไม่ได้มาจากตัวร่างกายของเขาโดยตรง แต่อาจมาจากบ้านของเราที่ไม่เอื้ออำนวย การปรับเปลี่ยนสภาพแวดล้อมเล็กๆ น้อยๆ จึงช่วยเพิ่มความปลอดภัยและเปิดโอกาสให้เขาได้ลองทำอะไรด้วยตัวเองมากขึ้น
จุดสำคัญในบ้านที่ควรปรับปรุงเพื่อความปลอดภัย
- ติดราวจับในห้องน้ำและบริเวณทางเดินเพื่อป้องกันการลื่นล้ม
- จัดแสงสว่างให้เพียงพอทั่วทั้งบ้าน โดยเฉพาะทางเดินตอนกลางคืน
- เปลี่ยนเตียงนอนให้มีความสูงพอดีกับการลุกนั่ง ไม่สูงหรือต่ำจนเกินไป
- เก็บสายไฟหรือพรมเช็ดเท้าที่อาจทำให้สะดุดล้มออก
วิธีฝึกฝนร่วมกันอย่างเข้าใจและใจเย็น
การฝึกทักษะเหล่านี้ต้องอาศัยเวลาและความอดทนสูงมากครับ ญาติหรือผู้ดูแลต้องเปลี่ยนบทบาทจากการทำแทนให้ เป็นผู้คอยสนับสนุนและให้กำลังใจอยู่ห่างๆ แทน
เทคนิคการฝึกที่ได้ผลและไม่สร้างความกดดัน
- ให้เวลาเขาทำเองอย่างเต็มที่ ไม่เร่งรีบแม้จะใช้เวลานานกว่าปกติ
- ใช้วิธีจับมือทำหรือช่วยประคองในขั้นตอนที่ยาก และปล่อยให้ทำเองในส่วนที่พอไหว
- ชื่นชมและให้กำลังใจทุกครั้งที่เขาทำสำเร็จ แม้จะยังดูเก้ๆ กังๆ ก็ตาม
- หลีกเลี่ยงการตำหนิหรือแสดงความหงุดหงิดเมื่อเขาทำหกเลอะเทอะ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่แปลว่าควรพาไปพบผู้เชี่ยวชาญ
ในระหว่างที่เรากำลังดูแลและฝึกฝนอยู่ที่บ้าน หากสังเกตเห็นว่าความสามารถของเขาลดลงอย่างรวดเร็ว เช่น จู่ๆ ก็ลืมวิธีแต่งกาย ลืมทางเดินในบ้าน หรือมีอาการสับสนร่วมด้วย แบบนี้ไม่ควรปล่อยไว้ครับ ควรพามาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินอย่างละเอียด เพราะอาจมีภาวะแทรกซ้อนทางสมองหรือโรคทางกายอื่นๆ ที่ต้องได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน