โรคหัตถบาทคืออะไร ทำไมชื่อถึงฟังดูโบราณแต่ยังต้องระวัง
เวลาที่ได้ยินชื่อโรคหัตถบาท หลายคนอาจจะนึกย้อนไปถึงโรคในตำราแพทย์แผนโบราณ หรือบางคนก็สับสนกับโรคบาดทะยัก ซึ่งเป็นคนละเรื่องกันเลยครับ ในความเป็นจริงทางการแพทย์ คำนี้มักถูกใช้เรียกอาการเกร็งหรือตึงของกล้ามเนื้อบริเวณมือและแขนอย่างฉับพลัน ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ ตั้งแต่การใช้งานกล้ามเนื้อหนักเกินไป ภาวะเกร็งจากระบบประสาท ไปจนถึงความเข้าใจคลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคติดเชื้อบางชนิด
ในฐานะแพทย์ที่ตรวจคนไข้มานาน ผมมักจะเจอคนไข้ที่กังวลว่าตัวเองกำลังเป็นโรคหัตถบาท เพียงเพราะมีอาการมือชา นิ้วล็อก หรือกล้ามเนื้อกระตุก วันนี้เรามาทำความเข้าใจกันแบบเคลียร์ชัดเลยดีกว่า ว่าอาการแบบไหนที่เรียกว่าหัตถบาท และสัญญาณเตือนร่างกายแบบไหนที่เราไม่ควรปล่อยผ่าน
สัญญาณเตือนภัย: เช็คตัวเองด่วนว่าอาการแบบนี้ใช่โรคหัตถบาทไหม
อาการของโรคหัตถบาทหรือภาวะกล้ามเนื้อเกร็งผิดปกติที่มือและแขน มักจะแสดงออกมาให้สังเกตเห็นได้ค่อนข้างชัดเจน หากคุณมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ควรเริ่มระวังตัวได้เลยครับ
- มือเกร็งและนิ้วจีบเข้าหากัน: เกิดขึ้นเองโดยไม่ได้ตั้งใจ ควบคุมการคลายมือได้ยาก
- กล้ามเนื้อกระตุกเป็นพักๆ: รู้สึกเหมือนมีคลื่นความตึงวิ่งผ่านกล้ามเนื้อบริเวณฝ่ามือหรือท่อนแขน
- ปวดเมื่อยลึกๆ ในกล้ามเนื้อ: อาการปวดที่ไม่หายไปแม้จะพักผ่อนแล้วก็ตาม
- ความรู้สึกสัมผัสเพี้ยน: มีอาการชาหรือยิบๆ บริเวณปลายนิ้วร่วมด้วยในบางราย
สาเหตุที่แท้จริง: ทำไมจู่ๆ ร่างกายถึงแสดงอาการเกร็งผิดปกติ
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยคือคิดว่าโรคนี้เกิดจากการติดเชื้อเหมือนบาดทะยัก แต่ในทางการแพทย์ปัจจุบัน อาการเกร็งและผิดรูปของมือมักเกี่ยวข้องกับระบบประสาทส่วนกลางและกล้ามเนื้อโดยตรง ปัจจัยกระตุ้นหลักๆ มีดังนี้ครับ
การใช้งานมือและแขนซ้ำๆ เป็นเวลานาน
การพิมพ์งานคอมพิวเตอร์นานๆ การใช้สมาร์ทโฟนติดต่อกันหลายชั่วโมง หรือการทำงานที่ต้องเกร็งกล้ามเนื้อข้อมือตลอดเวลา ทำให้เส้นเอ็นและกล้ามเนื้อเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนนำไปสู่ภาวะเกร็งตึงที่ควบคุมได้ยาก
ความผิดปกติของระบบประสาทสั่งการ
ในบางกรณี อาการหัตถบาทอาจเป็นผลมาจากความผิดปกติของสัญญาณประสาทที่ส่งจากสมองมายังกล้ามเนื้อ ทำให้กล้ามเนื้อหดตัวค้างโดยที่เราไม่อินพุตคำสั่งให้คลายตัว
ภาวะเกลือแร่ในร่างกายไม่สมดุล
การขาดแคลเซียม แมกนีเซียม หรือภาวะขาดน้ำอย่างรุนแรง ก็เป็นตัวการสำคัญที่ทำให้กล้ามเนื้อเกิดอาการหดเกร็งอย่างฉับพลันได้เช่นกัน
วิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น เมื่อเริ่มมีอาการมือเกร็งตึง
หากคุณเริ่มรู้สึกว่ามือเริ่มตึงเกร็งผิดปกติ และยังไม่มีเวลาไปพบแพทย์ทันที นี่คือแนวทางปฏิบัติเบื้องต้นที่ปลอดภัยและช่วยบรรเทาอาการได้ครับ
- หยุดพักการใช้งานทันที: ให้งดกิจกรรมที่ต้องใช้มือและข้อมือหนักๆ อย่างน้อยสิบถึงสิบห้าบาท
- ยืดเหยียดกล้ามเนื้อเบาๆ: ค่อยๆ ดึงปลายนิ้วเข้าหาตัวเพื่อยืดเส้นเอ็นบริเวณท่อนแขน
- ประคบอุ่นเพื่อคลายกล้ามเนื้อ: ใช้เจลประคบอุ่นบริเวณที่ตึงเกร็งประมาณสิบหนาที เพื่อช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดีขึ้น
อาการแบบไหนที่ต้องรีบพาไปพบแพทย์ทันที?
แม้ว่าอาการตึงเกร็งบางอย่างจะหายไปได้เองเมื่อพักผ่อน แต่มีบางสถานการณ์ที่คุณไม่ควรนิ่งนอนใจและควรมาพบแพทย์โดยเร็วที่สุดครับ
- มีอาการเกร็งค้างที่ไม่ยอมคลายออกเลยนานกว่าครึ่งชั่วโมง
- อาการลามจากมือขึ้นมาที่แขนหรือหัวไหล่
- มีอาการอ่อนแรงร่วมด้วย เช่น ถือของแล้วหลุดมือบ่อยๆ
- มีไข้ร่วมกับอาการเกร็งกล้ามเนื้อ ซึ่งอาจบ่งบอกถึงการติดเชื้อที่รุนแรงกว่า
วิธีรักษาจากแพทย์และการป้องกันในระยะยาว
เมื่อมาพบแพทย์ เราจะทำการตรวจวินิจฉัยหาสาเหตุที่แท้จริงว่าอาการเกร็งนั้นมาจากกล้ามเนื้ออักเสบ เส้นประสาทกดทับ หรือความผิดปกติทางระบบประสาท การรักษาจึงมีตั้งแต่การใช้ยาคลายกล้ามเนื้อ การทำกายภาพบำบัด ไปจนถึงการปรับพฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวัน
การป้องกันที่ดีที่สุดคือการรู้จักพักเบรกจากการทำงาน หมั่นยืดเหยียดกล้ามเนื้อระหว่างวัน และดื่มน้ำให้เพียงพอ เพื่อให้ระบบไหลเวียนโลหิตและกล้ามเนื้อทำงานได้อย่างราบรื่น ไม่แสดงอาการประท้วงออกมาในรูปแบบของโรคหัตถบาทครับ