ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เวลาที่เราเจอเรื่องแย่ๆ ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นอุบัติเหตุครั้งใหญ่ การสูญเสียคนรักแบบกะทันหัน หรือเหตุการณ์รุนแรงที่เกือบเอาชีวิตไม่รอด ร่างกายและจิตใจของเรามักจะพยายามหาทางเยียวยาตัวเองให้กลับมาปกติ แต่บางครั้ง ความทรงจำที่น่ากลัวนั้นก็ฝังแน่นอยู่ในหัวใจจนสะบัดไม่หลุด แม้เวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนก็ตาม อาการแบบนี้ไม่ใช่ความอ่อนแอ และไม่ได้แปลว่าเราคิดมากไปเอง แต่มันคือสัญญาณเตือนว่าเรากำลังเผชิญกับภาวะที่เรียกว่า โรคเครียดหลังเหตุการณ์สะเทือนใจ ซึ่งเป็นสิ่งที่คนเป็นแพทย์อย่างผมพบเจอได้บ่อย และอยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจไปพร้อมกัน

ทำไมเหตุการณ์ร้ายๆ ถึงยังตามหลอกหลอนเราแม้เวลาจะผ่านไป?

หลายคนมักสงสัยว่าทำไมตัวเองถึงสลัดภาพเหตุการณ์ในอดีตออกไปไม่ได้สักที ความจริงแล้ว สมองส่วนที่ทำหน้าที่ประเมินความปลอดภัยและสัญชาตญาณเอาตัวรอดของเรา (ที่เรียกว่าอะมิกดะลา) ทำงานหนักเกินไปหลังจากเจอเรื่องช็อก มันจำฝังใจว่าอันตรายยังคงอยู่ แม้ว่าเหตุการณ์นั้นจะจบลงไปแล้ว ทำให้ระบบประสาทตื่นตัวตลอดเวลา พร้อมที่จะสู้หรือหนีตลอด 24 ชั่วโมง ส่งผลให้เราสะดุ้งผวาได้ง่าย หงุดหงิดง่าย หรือรู้สึกเหมือนมีภัยเงียบรออยู่ใกล้ตัวตลอดเวลา

สัญญาณเตือนจากร่างกายและจิตใจ: แบบไหนที่เรียกว่าเข้าข่าย?

อาการของภาวะนี้ไม่ได้มีแค่ความเศร้า แต่แสดงออกในหลายรูปแบบที่เราอาจคาดไม่ถึง หากสังเกตตัวเองหรือคนใกล้ตัวพบอาการเหล่านี้ติดต่อกันเกินหนึ่งเดือน ควรเริ่มระวัง:

  • ฝันร้ายซ้ำๆ หรือเห็นภาพเหตุการณ์ลอยเข้ามาในหัว: เหมือนเหตุการณ์นั้นกำลังเกิดขึ้นซ้ำต่อหน้าต่อตา (Flashback) แม้จะตื่นอยู่
  • พยายามหลีกเลี่ยงทุกอย่างที่ชวนให้นึกถึง: เช่น ไม่กล้าเดินผ่านจุดเกิดเหตุ ไม่อยากดูข่าว หรือไม่อยากคุยเรื่องที่เกี่ยวข้อง
  • รู้สึกชาชินและห่างเหิน: รู้สึกเหมือนตัดขาดจากโลกภายนอก ไม่มีความสุขกับสิ่งที่เคยชอบ หรือรู้สึกรักใครไม่เป็นอีกเลย
  • นอนไม่หลับและหงุดหงิดง่าย: ร่างกายตื่นตัวตลอดเวลา ตกใจเสียงดังแค่เบาๆ ก็สะดุ้งสุดตัว

วิธีดูแลจิตใจตัวเองในเบื้องต้นเมื่อแผลใจยังสด

การเยียวยาจิตใจหลังผ่านเรื่องร้ายต้องใช้เวลาและความใจดีกับตัวเองให้มากๆ การกดดันตัวเองให้รีบหายมีแต่จะทำให้แย่ลง สิ่งที่เราพอจะเริ่มทำได้ด้วยตัวเองมีดังนี้

  • ยอมรับความรู้สึกตัวเอง: อนุญาตให้ตัวเองเสียใจ โกรธ หรือร้องไห้ได้ อย่าเก็บความรู้สึกไว้คนเดียว
  • กลับสู่กิจวัตรประจำวันทีละน้อย: แม้จะยาก แต่การจัดตารางเวลาให้ตัวเองได้ขยับร่างกาย กินอาหารตรงเวลา และนอนหลับพักผ่อนจะช่วยให้สมองรู้ว่าเรายังปลอดภัย
  • พูดคุยกับคนที่ไว้ใจ: การได้เล่าความรู้สึกให้คนรอบข้างที่พร้อมรับฟังโดยไม่ตัดสิน ช่วยลดความอึดอัดในใจลงได้มาก

เมื่อไหร่ควรพาตัวเองมาพบแพทย์เพื่อรับการรักษาอย่างจริงจัง?

หากอาการเหล่านี้เริ่มรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น ไปทำงานไม่ไหว ความสัมพันธ์แย่ลง หรือมีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง นั่นคือสัญญาณชัดเจนว่าเราไม่จำเป็นต้องแบกรับความเจ็บปวดนี้ไว้คนเดียวอีกต่อไป การมาพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าอาย ปัจจุบันเรามีทั้งการพูดคุยบำบัดเพื่อปรับมุมมองและความรู้สึกต่อเหตุการณ์นั้น และการใช้ยาปรับสารสื่อประสาทในสมองเพื่อช่วยลดอาการใจสั่น นอนไม่หลับ และความวิตกกังวล ซึ่งจะช่วยให้เรากลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างมั่นคง

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down