เวลาที่คนในครอบครัวเจ็บป่วยด้วยโรคทางเดินหายใจ หรือมีภาวะที่ทำให้ไม่สามารถขับเสมหะออกได้ด้วยตัวเอง ภาพที่เรามักจะเห็นคืออาการเหนื่อยหอบ หายใจเสียงดังครืดคราด และกระสับกระส่าย ซึ่งสร้างความกังวลใจให้กับผู้ดูแลเป็นอย่างมาก ในฐานะแพทย์ ผมมักจะย้ำเสมอว่าเสมหะที่คั่งค้างในหลอดลมเปรียบเสมือนสิ่งกีดขวางทางด่วนของอากาศ หากปล่อยทิ้งไว้ไม่ยอมเคลียร์ออก จะนำไปสู่ภาวะที่ร่างกายขาดออกซิเจน ซึ่งอันตรายถึงชีวิตได้
การจัดการกับปัญหานี้จึงมีแนวทางที่ชัดเจนทางการแพทย์ นั่นคือการใช้สายยางระบายเสมหะออก แต่กระบวนการนี้ไม่ใช่ว่านึกจะทำเมื่อไหร่ก็ทำได้ครับ ทุกอย่างต้องมีเกณฑ์และเหตุผลที่เหมาะสม วันนี้เรามาทำความเข้าใจเรื่องข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ในการทำการดูดเสมหะกันแบบเคลียร์ชัด เพื่อให้เข้าใจว่าทำไมคุณหมอหรือพยาบาลถึงต้องตัดสินใจทำหัตถการนี้ให้กับผู้ป่วย
เสียงครืดคราดและอาการเหนื่อยหอบบอกอะไรเรา?
อาการแรกสุดที่ฟ้องว่าผู้ป่วยเริ่มมีปัญหาทางเดินหายใจคือ เสียงลมหายใจที่มีเสมหะขวางอยู่ข้างใน ผู้ป่วยบางท่านอาจมีอาการไอแรงแต่ไอไม่ออก เสมหะเหนียวข้นติดอยู่ตรงคอหรือหลอดลมส่วนปลาย บางครั้งเราสังเกตเห็นการหายใจที่ผิดปกติ เช่น หายใจเร็วปีกจมูกบาน หรือใช้กล้ามเนื้อหน้าท้องช่วยหายใจ อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายกำลังพยายามดึงอากาศเข้าปอดอย่างหนักแต่ติดสิ่งกีดขวาง
สัญญาณเตือนอันตรายเมื่อร่างกายเริ่มขาดออกซิเจน
หากปล่อยให้เสมหะอุดกั้นนานเกินไป ออกซิเจนในเลือดจะเริ่มลดลงอย่างรวดเร็ว เราจะสังเกตความเปลี่ยนแปลงได้จากผิวหนัง ริมฝีปาก หรือปลายนิ้วเริ่มมีสีคล้ำลงจากภาวะเขียวคล้ำ ผู้ป่วยจะเริ่มซึมลง สับสน หรือกระสับกระส่ายเพราะสมองขาดออกซิเจน ในกรณีที่ติดเครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้ว ตัวเลขความอิ่มตัวของออกซิเจนจะร่วงลงต่ำกว่าเกณฑ์ปกติอย่างเห็นได้ชัด นี่คือนาทีทองที่ต้องรีบเคลียร์ทางเดินหายใจทันที
โรคและภาวะสุขภาพแบบไหนที่ทำให้ผู้ป่วยขับเสมหะเองไม่ได้?
ไม่ใช่ทุกคนที่จะต้องถูกดูดเสมหะครับ หัตถการนี้มักทำในกลุ่มผู้ป่วยที่มีข้อจำกัดเฉพาะตัว ได้แก่
- ผู้ป่วยที่ใส่ท่อช่วยหายใจหรือเจาะคอ: กลุ่มนี้ไม่สามารถไอขับเสมหะออกทางปากได้ตามธรรมชาติ เพราะท่อลมถูกคั่นกลาง
- ผู้ป่วยโรคหลอดเลือดสมองหรืออัมพฤกษ์อัมพาต: กล้ามเนื้อที่ใช้ในการไอและกลืนอ่อนแรงอย่างถาวร
- ผู้ป่วยโรคปอดเรื้อรัง: เช่น โรคปอดอุดกั้นเรื้อรังที่มีการผลิตเสมหะปริมาณมากและเหนียวข้นเกินกว่าจะไอออกหมด
- ผู้ป่วยที่อยู่ในภาวะหมดสติหรืออ่อนเพลียอย่างรุนแรง: กลไกการป้องกันทางเดินหายใจทำงานได้ไม่เต็มที่
ความจำเป็นในการดูดเสมหะเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการ
นอกจากเรื่องการหายใจแล้ว อีกหนึ่งเหตุผลทางการแพทย์คือการเก็บตัวอย่างเสมหะไปตรวจหาเชื้อโรค เช่น ในผู้ป่วยที่มีไข้สูงสงสัยภาวะปอดอักเสบ การดูดเสมหะจะช่วยให้แพทย์ได้ตัวอย่างเสมหะที่มาจากหลอดลมส่วนล่างจริงๆ โดยไม่มีน้ำลายปนเปื้อน ทำให้การวินิจฉัยโรคแม่นยำและเลือกใช้ยาปฏิชีวนะได้ตรงจุดที่สุด
ความเสี่ยงและข้อควรระวังที่ผู้ดูแลต้องรู้
แม้ว่าการดูดเสมหะจะเป็นเรื่องช่วยชีวิต แต่ก็มีข้อควรระวังที่ต้องทำด้วยความระมัดระวังอย่างยิ่ง เพราะสายยางที่สอดเข้าไปอาจไปกระตุ้นเยื่อบุหลอดลมจนเกิดแผล เลือดออก หรือกระตุ้นให้หัวใจเต้นผิดจังหวะได้ชั่วขณะเนื่องจากการขาดออกซิเจนระหว่างทำ ดังนั้น ผู้ทำการดูดเสมหะจึงต้องประเมินจังหวะเวลาอย่างเหมาะสม ไม่สอดสายแช่นานเกินไป และต้องให้ออกซิเจนเสริมก่อนและหลังทำเสมอ
การสังเกตการณ์หลังการระบายเสมหะ
หลังจากทำหัตถการเสร็จเรียบร้อย สิ่งที่เราต้องประเมินต่อทันทีคือ สีหน้าของผู้ป่วยดีขึ้นหรือไม่ อาการหายใจหอบเหนื่อยลดลงไหม เสียงหายใจโล่งขึ้นหรือยัง และตัวเลขออกซิเจนปลายนิ้วกลับมาสู่เกณฑ์ปกติแล้วหรือยัง หากทำแล้วผู้ป่วยยังคงเหนื่อยหอบไม่ดีขึ้น อาจต้องรีบปรึกษาทีมแพทย์เพื่อประเมินซ้ำ เพราะบางทีอาจมีปัญหาอื่นร่วมด้วย เช่น หลอดลมตีบตัวหรือมีภาวะน้ำท่วมปอด