หมอตรวจคนไข้ในคลินิกทุกวัน สิ่งหนึ่งที่มักจะได้รับฟังจากคนไข้และผู้ปกครองบ่อยที่สุดคือเรื่องของอาการป่วยออดๆ แอดๆ ของคนในครอบครัว หลายคนมักจะตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า ทำไมถึงป่วยบ่อยจัง เพิ่งหายไข้ได้ไม่กี่วัน ก็กลับมาตัวร้อน ไอกระแอม และมีน้ำมูกอีกแล้ว ไม่ใช่แค่ในเด็กเล็กเท่านั้น แต่ผู้ใหญ่หลายคนก็ต้องเผชิญกับอาการเจ็บคอเรื้อรัง ไอไม่ยอมหาย และรู้สึกเหนื่อยง่ายอยู่บ่อยครั้ง
หลายคนมักจะมุ่งประเด็นไปที่เรื่องของสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลง หรือคิดว่าเป็นเพียงแค่ไข้หวัดธรรมดาที่ติดต่อกันมาจากโรงเรียนหรือที่ทำงาน แต่แท้จริงแล้ว มีภัยเงียบที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าและกำลังทำหน้าที่เป็นตัวเปิดทางให้เชื้อโรคเข้าสู่ร่างกายเราได้ง่ายขึ้น ซึ่งสิ่งนั้นก็คือฝุ่นควันในอากาศและควันบุหรี่ที่ลอยฟุ้งอยู่ในสิ่งแวดล้อมรอบตัวนั่นเอง
ทำไมระบบทางเดินหายใจของเราถึงอ่อนแอลง เมื่อต้องเจอกับฝุ่นควันและบุหรี่
ตามปกติแล้ว ระบบทางเดินหายใจของมนุษย์จะมีระบบป้องกันตัวเองที่ยอดเยี่ยมมาก ร่างกายจะมีเมือกคอยดักจับฝุ่นและเชื้อโรค และมีขนกวัดขนาดเล็กจิ๋วที่เรียกว่า ซิเลีย (Cilia) คอยพัดโบกเพื่อกวาดเอาสิ่งสกปรกและเชื้อโรคเหล่านั้นออกไปจากปอดและหลอดลม แต่เมื่อใดก็ตามที่ร่างกายต้องเผชิญกับมลพิษสะสม ระบบป้องกันนี้จะเริ่มทำงานล้มเหลว
กลไกธรรมชาติที่ถูกทำลายโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเราสูดดมฝุ่นขนาดเล็กอย่าง PM2.5 หรือสารเคมีจากควันบุหรี่เข้าไป สารพิษเหล่านี้จะเข้าไปทำให้ขนกวัดเล็กๆ ในหลอดลมหยุดทำงานชั่วคราว เปรียบเสมือนไม้กวาดของร่างกายที่หักและใช้งานไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้น สารพิษจะเข้าไปกระตุ้นให้ร่างกายสร้างเมือกหรือเสมหะออกมามากกว่าปกติ ทำให้ทางเดินหายใจเกิดการตีบแคบและระคายเคือง ส่งผลให้เชื้อแบคทีเรียและไวรัสที่ลอยอยู่ในอากาศสามารถเกาะติดและเข้าสู่เซลล์เป้าหมายได้ง่ายขึ้นอย่างมาก
การวิจัยทางการแพทย์ชี้ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า การได้รับมลพิษทางอากาศและควันบุหรี่มือสองกับภาวะไข้และทางเดินหายใจอักเสบบ่อย มีความเกี่ยวพันกันอย่างลึกซึ้ง สารเคมีจากควันบุหรี่และฝุ่นละอองไม่ได้เพียงแค่ทำให้ระคายเคืองคอเท่านั้น แต่ยังเข้าไปกดการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันในปอด ทำให้เม็ดเลือดขาวชนิดที่ทำหน้าที่กำจัดเชื้อโรคทำงานได้แย่ลง ร่างกายจึงติดเชื้อได้ง่ายขึ้น เกิดการอักเสบซ้ำๆ และส่งผลให้มีไข้ต่ำๆ หรือไข้สูงเฉียบพลันตามมาบ่อยครั้งกว่าคนทั่วไป
สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่า ร่างกายกำลังเผชิญหน้ากับมลพิษสะสม
หลายคนอาจจะไม่แน่ใจว่าอาการป่วยที่เป็นอยู่ เกิดจากมลพิษรอบตัวหรือเกิดจากสุขภาพร่างกายที่อ่อนแอเอง หมอแนะนำให้ลองสังเกตอาการเตือนของร่างกายเหล่านี้
- มีอาการไอเรื้อรังหรือไอแห้งๆ เป็นเวลานาน โดยเฉพาะช่วงที่ตื่นนอนตอนเช้าหรือช่วงที่ต้องออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง
- มีไข้ต่ำๆ บ่อยครั้งโดยหาสาเหตุไม่ได้ หายดีเพียงไม่กี่วันก็กลับมามีไข้และเจ็บคอซ้ำอีก
- หายใจมีเสียงวี้ดหรือรู้สึกแน่นหน้าอก เนื่องจากหลอดลมเกิดการหดตัวและอักเสบเรื้อรังจากสารระคายเคือง
- มีน้ำมูกไหล คัดจมูก หรือแสบคออยู่เป็นประจำ แม้ว่าจะไม่ได้เป็นหวัดหรือติดเชื้อไวรัสก็ตาม
แนวทางป้องกันและดูแลสุขภาพปอดของคนในบ้านให้แข็งแรง
การป้องกันและหลีกเลี่ยงต้นเหตุคือหัวใจสำคัญที่สุดในการรักษาอาการอักเสบเรื้อรังของทางเดินหายใจ หมออยากแนะนำวิธีปฏิบัติง่ายๆ ที่สามารถเริ่มทำได้ทันทีในครอบครัว
- สร้างพื้นที่ปลอดภัยในบ้าน ด้วยการใช้เครื่องฟอกอากาศที่มีแผ่นกรองชนิด HEPA เพื่อช่วยดักจับฝุ่นละอองขนาดเล็กและละอองสารเคมีที่ลอยปะปนเข้ามาในบ้าน
- กำหนดเขตปลอดบุหรี่ร้อยเปอร์เซ็นต์ ควันบุหรี่สามารถเกาะติดอยู่ตามเสื้อผ้า เส้นผม ผนังห้อง และเบาะรถยนต์ได้นานหลายวัน แม้จะไม่ได้สูบต่อหน้าคนในบ้าน สารพิษเหล่านั้นก็ยังคงหลงเหลือและส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็กได้อยู่ดี
- เช็กค่าฝุ่นละอองทุกวันก่อนออกจากบ้าน หากวันไหนค่าฝุ่นอยู่ในเกณฑ์สีส้มหรือสีแดง ควรหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมกลางแจ้ง และสวมหน้ากากป้องกันฝุ่นละอองที่ได้มาตรฐานเสมอ
- ล้างจมูกด้วยน้ำเกลือเป็นประจำ สำหรับคนที่มีอาการคัดจมูกหรือระคายเคืองทางเดินหายใจบ่อย การล้างจมูกจะช่วยชะล้างเอาฝุ่นละอองและสารก่อภูมิแพ้ที่เกาะอยู่ตามโพรงจมูกออกไป ช่วยลดการเกิดการอักเสบลุกลามลงสู่หลอดลมได้
อาการแบบไหนที่ต้องระวัง และควรพาไปพบแพทย์โดยเร็ว
แม้ว่าการอักเสบของทางเดินหายใจส่วนใหญ่จะสามารถดูแลและบรรเทาอาการเองได้ที่บ้าน แต่ก็มีสัญญาณอันตรายบางอย่างที่ละเลยไม่ได้ หากพบอาการเหล่านี้นั้นแปลว่าทางเดินหายใจอักเสบรุนแรง และควรรีบไปพบแพทย์ทันที
หากมีไข้สูงลอยติดต่อกันเกินสามวัน ทานยาพาราเซตามอลแล้วไข้ไม่ยอมลดลง หรือสังเกตเห็นอาการหายใจหอบเหนื่อย ซี่โครงบุ๋ม หายใจเร็วและแรงกว่าปกติ โดยเฉพาะในเด็กเล็กและผู้สูงอายุที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหอบหืด หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง เพราะอาจเกิดภาวะปอดอักเสบแทรกซ้อนขึ้นมาได้
การดูแลระบบทางเดินหายใจไม่เพียงแต่เป็นการรักษาเมื่อยามเจ็บป่วยเท่านั้น แต่คือการสร้างเกราะป้องกันที่ดีที่สุดให้แก่ร่างกาย เริ่มต้นง่ายๆ วันนี้จากการใส่ใจคุณภาพอากาศในบ้าน และหลีกเลี่ยงการสัมผัสควันบุหรี่ เพื่อสุขภาพปอดที่แข็งแรงของทุกคนในครอบครัว