ช่วงนี้เวลาตรวจคนไข้เด็กที่คลินิก คุณพ่อคุณแม่หลายคนมักจะกังวลเรื่องไข้เลือดออกกันมาก ยิ่งช่วงหน้าฝน ยุงลายตัวร้ายยิ่งชุมเข้าไปใหญ่ เวลาลูกมีไข้สูงขึ้นมาทีไร ใจคอคนเป็นพ่อเป็นแม่ก็ไม่ดีทุกที แต่รู้ไหมครับว่า ไข้เลือดออกในเด็กแต่ละช่วงวัยไม่ได้แสดงอาการออกมาเหมือนกันเป๊ะๆ โดยเฉพาะความแตกต่างระหว่างเจ้าตัวเล็กวัยแบเบาะกับพี่ๆ เด็กโต ที่มักทำให้คุณพ่อคุณแม่มือใหม่อาจคาดไม่ถึง
ลูกไข้สูงลอย ไข้เลือดออกในเด็กโตสังเกตง่ายกว่าจริงหรือ
ในกลุ่มเด็กโตหรือเด็กวัยเรียน อาการของไข้เลือดออกที่เรามักจะคุ้นเคยกันดีคือ อยู่ๆ ก็มีไข้สูงปรี๊ดแบบฉับพลัน ไข้จะสูงถึง 39 ถึง 40 องศาเซลเซียส และมักจะไม่ค่อยตอบสนองต่อยาลดไข้เท่าไหร่ เด็กโตจะเริ่มบ่นปวดหัว ปวดเมื่อยตามตัว ปวดกระบอกตา และที่สำคัญคือมักจะมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน หรือปวดท้องร่วมด้วย เนื่องจากตับเริ่มโตจากการอักเสบ
นอกจากนี้ สิ่งที่เป็นเครื่องหมายการค้าของโรคนี้เลยก็คือ ผื่นแดงตามตัว ซึ่งอาจมาในรูปแบบของจุดเลือดออกเล็กๆ ใต้ผิวหนัง หรือผื่นแดงกระจายตามแขนขา เวลาที่คุณหมอตรวจร่างกายก็จะพบลักษณะเฉพาะเหล่านี้ได้ค่อนข้างชัดเจน ทำให้การวินิจฉัยโรคในเด็กโตทำได้รวดเร็ว เพราะเด็กสามารถสื่อสารบอกอาการเจ็บปวดหรือความรู้สึกอึดอัดของตัวเองได้ดี
ทารกน้อยเป็นไข้เลือดออก ทำไมดูยากและน่ากลัวกว่า
ตัดภาพมาที่เด็กเล็กหรือทารกอายุน้อยกว่า 1 ปี กลุ่มนี้ค่อนข้างมีความท้าทายสำหรับหมอและน่าเป็นห่วงสำหรับพ่อแม่มากครับ เพราะอาการเริ่มต้นจะไม่ค่อยชัดเจนเหมือนเด็กโต ทารกอาจจะแค่มีไข้สูงลอยเหมือนกัน แต่บางคนอาจมีแค่อาการไข้ต่ำๆ หรือไข้ขึ้นๆ ลงๆ ร่วมกับอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ เช่น มีน้ำมูกไหล หรือไอเบาๆ ซึ่งทำให้หลายครอบครัวเข้าใจผิดคิดว่าลูกเป็นแค่วิรัสตับอักเสบหรือไข้หวัดธรรมดา
ความที่น้องยังพูดไม่ได้ จะบอกว่าปวดหัว ปวดท้อง หรือปวดเมื่อยก็ไม่ได้ สิ่งที่เราจะสังเกตได้จากเจ้าตัวเล็กคือ น้องจะงอแงผิดปกติ ซึมลง ไม่ยอมดูดนม ร้องกวนอุ้มยาก และบางคนอาจมีอาการอาเจียนหรือท้องเสียร่วมด้วย ซึ่งอาการท้องเสียนี้เองที่บางทีก็ทำให้ไขว้เขวไป ความแตกต่างของอาการไข้เลือดออก ในวัยนี้จึงอยู่ที่ความกำกวมของอาการเริ่มต้นที่แทบไม่มีผื่นชัดเจนในระยะแรก ทำให้ต้องอาศัยการสังเกตอย่างใกล้ชิดและการเจาะเลือดตรวจซ้ำเมื่อสงสัย
ช่วงวิกฤตที่ต้องระวัง ระหว่างเด็กเล็กกับเด็กโตต่างกันอย่างไร
ไม่ว่าจะเป็นวัยไหน ช่วงเวลาที่อันตรายที่สุดของโรคนี้คือช่วงที่ไข้เริ่มลดลง ซึ่งมักจะเป็นวันที่ 3 ถึงวันที่ 5 ของโรค ช่วงนี้พอลดไข้ลง พ่อแม่หลายคนมักจะโล่งอกนึกว่าลูกหายAแล้ว แต่ความจริงคือมันเข้าสู่ระยะวิกฤตที่เรียกว่าระยะรั่วของพลาสมา
- ในเด็กโต: ร่างกายมีความยืดหยุ่นและระบบไหลเวียนเลือดปรับตัวได้ดีกว่า หากมีความดันโลหิตต่ำหรือเริ่มมีภาวะช็อก เด็กมักจะแสดงอาการให้เห็นชัดเจน เช่น กระหายน้ำมาก ปลายมือปลายเท้าเย็น หรือชีพจรเต้นเบาเร็ว
- ในทารก: เนื่องจากปริมาณเลือดในร่างกายน้อยอยู่แล้ว เมื่อมีภาวะการรั่วของพลาสมาเพียงนิดเดียว ก็สามารถเข้าสู่ภาวะช็อกได้อย่างรวดเร็วแบบไม่ทันตั้งตัว ทารกอาจจะแค่ซึมลงอย่างรวดเร็ว หายใจเร็ว ลืมตาไม่ขึ้น หรือปัสสาวะไม่ออกเลยหลายชั่วโมง ซึ่งอันตรายถึงชีวิตหากมาโรงพยาบาลไม่ทัน
สัญญาณเตือนภัยอันตรายที่ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันที
ไม่ว่าลูกของคุณจะเป็นเด็กโตหรือทารก หากมีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย ห้ามรอดูอาการที่บ้านเด็ดขาดครับ:
- ซึมมาก ปลุกตื่นยาก หรือเอาแต่grumpy งอแงไม่หยุด
- ปวดท้องรุนแรงต่อเนื่อง โดยเฉพาะบริเวณลิ้นปี่หรือใต้ชายโครงขวา
- อาเจียน 100% ทุกครั้งที่กินน้ำหรือกินนม หรืออาเจียนเป็นเลือด
- มีเลือดกำเดาไหล หรือเลือดออกตามไรฟัน
- มือเท้าเย็น ชื้น ตัวลาย หรือกระสับกระส่าย
- ไม่ปัสสาวะเลยติดต่อกันนานเกิน 6 ชั่วโมง
ในฐานะหมอ ผมอยากฝากย้ำว่า หากลูกมีไข้สูงเกิน 2 วัน ไม่ว่าจะอายุเท่าไหร่ และต่อให้ไม่มีผื่นแดงปรากฏชัดเจน การพามาพบแพทย์เพื่อตรวจหาความสมบูรณ์ของเม็ดเลือดหรือตรวจคัดกรองโรคไข้เลือดออก ถือเป็นการป้องกันความเสี่ยงที่ดีที่สุด เพราะการรู้ทันโรคตั้งแต่เนิ่นๆ ช่วยชีวิตเด็กๆ มานักต่อนักแล้วครับ