ตื่นมาคว้ามือถือเป็นอย่างแรก นอนไม่หลับถ้ายังไม่ได้ไถฟีด
เวลาที่นั่งตรวจคนไข้ที่ห้องตรวจช่วงนี้ หมอมักจะได้ยินเรื่องเล่าคล้ายๆ กันบ่อยมาก เริ่มตั้งแต่ตื่นนอนปุ๊บ มือยังไม่ทันล้างหน้า ตาเพิ่งลืมขึ้นมาได้ข้างเดียว นิ้วก็ควานหาโทรศัพท์มือถือข้างหมอนเพื่อเช็กข้อความแจ้งเตือนทันที พอกลางคืนจะนอน พยายามวางมือถือไว้ไกลตัวแล้วนะ แต่สุดท้ายก็ต้องลุกขึ้นมาหยิบดูอีกรอบเพราะกลัวพลาดอะไรไป หรือบางคนแค่รู้สึกว่ามือสั่น ทั้งที่ไม่มีเสียงเตือน เรียกว่าอาการหูแว่วตาฝาดทางดิจิทัลกันเลยทีเดียว อาพฤติกรรมเหล่านี้ไม่ใช่แค่ความเคยชินธรรมดา แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนของ โรคย้ำคิดย้ำทำทางพฤติกรรมดิจิทัล ที่กำลังเงียบๆ กัดกินเวลาชีวิตและความสุขของเราไปทีละน้อย
อาการแบบไหนที่เรียกว่าเข้าข่ายโรคนี้
โรคนี้มีรากฐานมาจากความวิตกกังวลในใจ แล้วแสดงออกมาเป็นพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีที่ผิดปกติจนควบคุมไม่ได้ ถ้าลองสังเกตตัวเองหรือคนใกล้ตัวจะมีลักษณะเด่นๆ อยู่สองส่วนด้วยกัน คือความคิดที่คอยรบกวนจิตใจ และพฤติกรรมที่ต้องทำซ้ำๆ เพื่อดับความกังวลนั้น
ความคิดวนเวียนที่สลัดไม่ออก
คนที่เป็นมักจะมีความคิดผุดขึ้นมาในหัวตลอดเวลาว่า มีใครส่งข้อความมาด่าหรือยัง อีเมลงานด่วนเข้าหรือยัง รูปที่เพิ่งโพสต์ไปจะมีคนมากดไลก์ถึงเป้าไหม หรือลืมปิดเตารีดหรือเปล่าอันนี้คือเรื่องปกติ แต่ถ้าเป็นเรื่องดิจิทัลคือกลัวว่าลืมบล็อกหน้าจอ กลัวว่ากดไลก์รูปแฟนเก่าโดยไม่ตั้งใจ ความคิดพวกนี้จะวิ่งวนอยู่ในหัวจนรู้สึกกระวนกระวายใจ นั่งทำงานอยู่ก็ไม่มีสมาธิเพราะมัวแต่พะวงกับหน้าจอโทรศัพท์
พฤติกรรมเช็กซ้ำๆ จนห้ามใจตัวเองไม่ได้
เมื่อมีความคิดกังวลเข้ามา ร่างกายและสมองจะสั่งให้หาทางออกด้วยการทำพฤติกรรมบางอย่างซ้ำๆ เช่น เปิดหน้าจอมือถือเช็กแอปพลิเคชันเดิมซ้ำๆ ทุกห้าดาว รีเฟรชหน้าฟีดข่าววนไปวนมาเป็นสิบๆ รอบทั้งที่ไม่มีอะไรใหม่ หรือถอนการติดตั้งแอปแล้วติดตั้งใหม่เพราะกลัวว่าข้อความจะไม่ซ้ำ พฤติกรรมเหล่านี้กินเวลาชีวิตไปวันละหลายชั่วโมงโดยไม่รู้ตัว บางคนถึงขั้นตื่นมากลางดึกเพื่อเช็กมือถือทุกสองชั่วโมงจนนอนไม่พอตื่นมาสะลึมสะลือ
ทำไมสมองของเราถึงตกหลุมพรางของหน้าจอ
ในมุมมองทางการแพทย์ สมองของมนุษย์ถูกออกแบบมาให้ตอบสนองต่อสิ่งเร้าที่ให้รางวัลอย่างรวดเร็ว ระบบโดปามีนในสมองจะทำงานทุกครั้งที่มีเสียงแจ้งเตือน มีคนกดหัวใจให้ หรือมีคอมเมนต์ใหม่ๆ เข้ามา สมองเรียนรู้ว่าหน้าจอโทรศัพท์คือแหล่งความสุขด่วนทันใจ พอไม่ได้เช็ก สมองจะเกิดอาการอยากยาหรือเรียกว่าภาวะขาดสารสื่อประสาทชั่วคราว ทำให้เกิดความกระวนกระวายใจจนต้องกลับไปหยิบมือถือมากดดูอีกรอบเพื่อเติมเต็มความรู้สึกนั้น วงจรนี้วนซ้ำไปเรื่อยๆ จนกลายเป็นร่องลึกในสมองที่ยากจะถอนตัว
ปรับพฤติกรรมอย่างไรให้รอดพ้นจากวังวนดิจิทัล
ข่าวดีคือ โรคย้ำคิดย้ำทำทางพฤติกรรมดิจิทัล สามารถแก้ไขและฝึกฝนใหม่ได้ ไม่จำเป็นต้องกินยาเสมอไปหากอาการยังไม่รุนแรง หมอมีแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ที่ลองเอาไปปรับใช้ดูได้เลยตั้งแต่วันนี้
- กำหนดช่วงเวลาDigital Detoxอย่างจริงจัง: เริ่มต้นด้วยการงดแตะมือถือหนึ่งชั่วโมงก่อนนอน และหนึ่งชั่วโมงหลังตื่นนอน เปลี่ยนมาอ่านหนังสือเป็นเล่มหรือคุยกับคนรอบข้างแทน
- ปิดการแจ้งเตือนที่ไม่จำเป็น: ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมด้วยการปิดป้ายเตือนสีแดงหรือเสียงเตือนของแอปพลิเคชันช้อปปิ้งและโซเชียลมีเดีย เหลือไว้เฉพาะสายโทรเข้าจากคนสำคัญจริงๆ เท่านั้น
- แยกพื้นที่ทำงานออกจากพื้นที่นอน: อย่าเอาโทรศัพท์ขึ้นมาบนเตียงนอนเด็ดขาด ให้ห้องนอนเป็นพื้นที่สำหรับการพักผ่อนอย่างแท้จริง
- ฝึกกำหนดลมหายใจเมื่อเกิดอาการอยากเช็ก: เวลาที่มือเริ่มสั่นอยากคว้ามือถือ ให้หยุดหายใจเข้าลึกๆ นับหนึ่งถึงสิบ บอกตัวเองว่าไม่มีอะไรคอขาดบาดตาย โลกข้างนอกยังปกติสุขดี
เมื่อไหร่ควรพาตัวเองไปพบจิตแพทย์
หากลองปรับพฤติกรรมด้วยตัวเองแล้วแต่ยังรู้สึกว่าควบคุมไม่ได้ ความวิตกกังวลเริ่มรบกวนการทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับคนรอบข้าง จนถึงขั้นนอนไม่หลับเรื้อรัง มีอาการใจสั่น เหงื่อแตกเมื่อไม่ได้จับมือถือ นั่นแปลว่าวงจรในสมองอาจจะต้องการความช่วยเหลือทางการแพทย์ที่ลึกซึ้งกว่าเดิม การมาพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการมาปรึกษาผู้เชี่ยวชาญเพื่อหาทางออกที่ถูกต้อง ให้เทคโนโลยีกลับมาเป็นเครื่องมือรับใช้ชีวิตเรา เหมือนที่เราควรเป็นนายของมัน ไม่ใช่ตกเป็นทาสของหน้าจออีกต่อไป