ช่วงนี้หลายคนอาจจะรู้สึกว่าตัวเองเพลียกว่าปกติ เดินนิดหน่อยก็เหนื่อย หน้ามืดตาลาย หรือตื่นมาแล้วรู้สึกไม่สดชื่นเอาเสียเลย หลายคนคิดว่าอาจจะแค่พักผ่อนน้อยหรือทำงานหนัก แต่พอไปตรวจสุขภาพกลับพบว่าเลือดจางเสียนี่
เวลาที่เราพูดถึงโรคเลือดจาง หลายคนมักจะนึกถึงการกินธาตุเหล็กไม่พอ หรือกินอาหารไม่ครบหมู่ แต่ในความเป็นจริงแล้ว สำหรับผู้ใหญ่หลายๆ คน โดยเฉพาะผู้ชายหรือผู้หญิงที่หมดประจำเดือนไปแล้ว สาเหตุยอดฮิตที่ทำให้เม็ดเลือดแดงลดลงเรื่อยๆ มักจะมาจากการแอบสูญเสียเลือดเงียบๆ ในระบบทางเดินอาหารโดยที่เราไม่รู้ตัวนี่แหละครับ
เลือดหายไปไหน ทำไมเราถึงไม่รู้ตัวเลย?
ระบบทางเดินอาหารของเราตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ไปจนถึงลำไส้ใหญ่ มีความยาวหลายเมตร และมีเส้นเลือดฝอยหล่อเลี้ยงอยู่เต็มไปหมด หากมีรอยโรคหรือแผลเกิดขึ้นในจุดเหล่านี้ เลือดก็อาจจะค่อยๆ ซึม ออกมาทีละน้อยทีละนิดในอุจจาระแบบที่เรามองด้วยตาเปล่าไม่เห็น
เพราะมันไม่ได้ออกมาเป็นเลือดสดๆ กองโต ทำให้เราไม่ตกใจและปล่อยทิ้งไว้ จนกระทั่งร่างกายสูญเสียธาตุเหล็กสะสมไปเรื่อยๆ ไขกระดูกจึงสร้างเม็ดเลือดแดงทดแทนไม่ทัน กลายเป็นภาวะโลหิตจางจากการสูญเสียเลือดในที่สุด
ต้นตอของแผลและจุดเลือดออกในท้อง ที่คุณอาจคาดไม่ถึง
การที่เลือดจะซึมลงไปในทางเดินอาหารได้นั้น มักจะมาจากเจ้าโรคหรือความผิดปกติเหล่านี้ครับ
- แผลในกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กส่วนต้น: มักเกิดจากการกินยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) ติดต่อกันนานๆ หรือการติดเชื้อแบคทีเรียบางชนิด ทำให้เยื่อบุถูกทำลายจนเกิดแผลเลือดออก
- ติ่งเนื้อในลำไส้ใหญ่: ติ่งเนื้อพวกนี้บางตัวหน้าตาเหมือนดอกกะหล่ำและมีเส้นเลือดมาเลี้ยงมาก เวลาอุจจาระผ่านไปขูดโดนก็ทำให้เลือดซึมออกมาได้ และที่สำคัญติ่งเนื้อบางชนิดปล่อยทิ้งไว้นานอาจกลายเป็นมะเร็งได้ด้วย
- โรคริดสีดวงทวารและแผลปริขอบทวาร: อันนี้หลายคนคุ้นเคย เวลาเบ่งถ่ายแล้วมีเลือดสดๆ ติดกระดาษชำระ ถ้าเป็นเรื้อรังก็ทำให้เลือดจางได้เช่นกัน
- มะเร็งทางเดินอาหาร: ไม่ว่าจะเป็นมะเร็งกระเพาะอาหารหรือลำไส้ใหญ่ ก้อนเนื้อร้ายเหล่านี้มักเปราะและมีเส้นเลือดมาหล่อเลี้ยงผิดปกติ ทำให้มีเลือดออกเรื้อรัง
สัญญาณเตือนภัยแบบไหน ที่ฟ้องว่าเลือดกำลังรั่วในท้อง?
นอกจากอาการอ่อนเพลีย หน้ามืด ใจสั่น ที่เป็นอาการพื้นฐานของคนเลือดจางแล้ว สังเกตลักษณะของร่างกายและสิ่งขับถ่ายเพิ่มเติมได้จากจุดเหล่านี้
- สีของอุจจาระเปลี่ยนไป: ถ้ามีเลือดออกจากทางเดินอาหารส่วนบน เช่น กระเพาะอาหาร เลือดจะถูกย่อยจนกลายเป็นสีดำสนิทเหมือนยางมะตอยและมีกลิ่นเหม็นผิดปกติ แต่ถ้าเป็นเลือดสดๆ ปนมากับอุจจาระ มักมาจากลำไส้ส่วนล่างหรือริดสีดวง
- เล็บเปราะ ผมร่วง ผิวซีดเซียว: เวลาดึงเปลือกตาด้านล่างดูจะเห็นว่าข้างในซีดขาว ไม่แดงอมชมพูเหมือนคนปกติ
- เหนื่อยง่ายผิดปกติ: แค่เดินขึ้นบันไดชั้นเดียวก็หอบแฮกเหมือนคนวิ่งมาราธอน
เมื่อมาพบแพทย์ เราจะตรวจหาต้นตอของเลือดที่หายไปอย่างไรดี?
เมื่อตรวจเลือดแล้วพบว่าเป็นภาวะโลหิตจาง หมอจะไม่ปล่อยให้กินแค่ยาบำรุงเลือดไปเรื่อยๆ แน่นอนครับ เพราะนั่นเป็นการรักษาที่ปลายเหตุ สิ่งสำคัญคือต้องหาให้เจอว่าเลือดมันรั่วมาจากตรงไหน
การตรวจวินิจฉัยหลักๆ ที่นิยมทำกันคือการส่องกล้องทางเดินอาหาร ซึ่งแบ่งออกเป็นการส่องกล้องตรวจกระเพาะอาหาร (Gastroscopy) เพื่อดูว่ามีแผลหรือเนื้องอกส่วนบนไหม และการส่องกล้องตรวจลำไส้ใหญ่ (Colonoscopy) เพื่อหาติ่งเนื้อหรือแผลในลำไส้ใหญ่ วิธีนี้ปลอดภัย เจ็บน้อย และแพทย์สามารถตัดชิ้นเนื้อไปตรวจหรือห้ามเลือดได้ทันทีในคราวเดียว
วิธีดูแลรักษาและวิธีป้องกันไม่ให้เลือดจางกลับมาซ้ำ
การรักษาจะแบ่งเป็นสองขาพร้อมๆ กัน ขาแรกคือการเติมเลือดหรือให้กินยาเสริมธาตุเหล็กเพื่อแก้ปัญหาความซีด และขาที่สองคือการรักษาต้นเหตุที่ทำให้เลือดออก เช่น หยุดยาแก้ปวดที่กัดกระเพาะ ตัดติ่งเนื้อลำไส้ทิ้ง หรือผ่าตัดรักษาก้อนเนื้อ
ส่วนการดูแลตัวเองในชีวิตประจำวัน ควรหลีกเลี่ยงการซื้อยาแก้ปวดข้อหรือยาแก้อักเสบกินเองพร่ำเพรื่อ หลีกเลี่ยงอาหารที่ระคายเคืองกระเพาะ และที่สำคัญที่สุดคือ เมื่ออายุเข้าเกณฑ์ควรได้รับการตรวจคัดกรองมะเร็งลำไส้ใหญ่ตามคำแนะนำ เพื่อจะได้ตัดไฟตั้งแต่ต้นลมก่อนที่เลือดจะรั่วจนร่างกายทรุดโทรมครับ