หลายคนที่เดินเข้ามาปรึกษาที่ห้องตรวจด้วยอาการเหนื่อยง่าย หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ หรือแค่เดินขึ้นบันไดไม่กี่ขั้นก็ใจสั่นหอบเหนื่อย มักจะคิดว่าตัวเองพักผ่อนน้อยหรือทำงานหนักเกินไป แต่พอเจาะเลือดตรวจดูผลกลับพบว่ามีภาวะซีดหรือเลือดจางอย่างชัดเจน และเมื่อคุณหมอซักประวัติลึกลงไปจึงพบสาเหตุที่ซ่อนอยู่ นั่นคือการสูญเสียเลือดเรื้อรังทีละน้อยจากระบบทางเดินอาหารโดยที่เจ้าตัวไม่เคยรู้ตัวเลย
สัญญาณเตือนภัยใกล้ตัว เมื่อร่างกายเริ่มขาดเลือดทีละน้อย
ภาวะโลหิตจางจากการสูญเสียเลือด ในทางเดินอาหารไม่ได้เกิดขึ้นแบบรุนแรงจนอาเจียนเป็นเลือดหรือถ่ายเป็นเลือดสดๆ เสมอไป ในทางตรงกันข้าม การสูญเสียเลือดเรื้อรังมักเกิดขึ้นทีละหยดสองหยดในทุกๆ วัน ซึ่งร่างกายปรับตัวเก่งมากจนเราไม่ทันสังเกตความผิดปกติ กว่าจะรู้ตัว เม็ดเลือดแดงและธาตุเหล็กในร่างกายก็เหลือน้อยเต็มทีแล้ว
อาการที่มักเจอได้บ่อยเริ่มตั้งแต่ความอ่อนเพลียเรื้อรัง ผิวพรรณซีดเซียว เล็บเปราะบาง เล็บแอ่นโค้งเหมือนช้อน หรือบางคนมีอาการแปลกๆ เช่น อยากกินน้ำแข็งตลอดเวลา (Pica) ซึ่งอาการเหล่านี้ล้วนเป็นเสียงสะท้อนว่าคลังเก็บธาตุเหล็กในร่างกายกำลังจะหมดลง
ต้นตอของปัญหา เลือดรั่วไหลตรงไหนในทางเดินอาหาร?
ระบบทางเดินอาหารตั้งแต่หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ไปจนถึงลำไส้ใหญ่และทวารหนัก สามารถเกิดจุดเลือดออกได้จากหลายสาเหตุที่แตกต่างกันไปตามช่วงอายุและโรคประจำตัวของแต่ละคน
แผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น
เกิดจากการที่เยื่อบุทางเดินอาหารถูกทำลาย มักมีสาเหตุจากการติดเชื้อแบคทีเรียในกระเพาะอาหาร หรือการกินยาแก้ปวดกลุ่มเอ็นเสด (NSAIDs) หรือยาแอสไพรินติดต่อกันเป็นเวลานานโดยไม่มีตัวยาเคลือบกระเพาะคอยป้องกัน แผลเหล่านี้สามารถซึมมีเลือดออกเรื้อรังได้ทีละน้อยทุกวัน
ติ่งเนื้อหรือความผิดปกติของหลอดเลือดในลำไส้
ในลำไส้ใหญ่บางครั้งอาจมีติ่งเนื้อ (Polyps) หรือมีความเปราะบางของเส้นเลือดฝอยที่เสื่อมสภาพตามวัย ซึ่งติ่งเนื้อเหล่านี้มีโอกาสเลือดออกได้ง่ายและเป็นหนึ่งในจุดเริ่มต้นของการเปลี่ยนแปลงไปสู่เนื้อร้ายได้หากปล่อยทิ้งไว้นาน
โรคริดสีดวงทวารและแผลปริที่ทวารหนัก
แม้หลายคนจะคุ้นเคยกับการเห็นเลือดสดๆ ติดกระดาษชำระ แต่ถ้าหากมีเลือดออกปริมาณน้อยๆ แต่เป็นทุกวันติดต่อกันนานนับเดือน ก็สามารถทำให้เกิดภาวะเลือดจางสะสมได้เช่นเดียวกัน
ตรวจให้ลึกเพื่อหาความจริง ว่าเลือดรั่วมาจากจุดไหน
เมื่อผลเลือดคอนเฟิร์มแน่นอนแล้วว่าเป็นภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็กที่มีสาเหตุมาจากการเสียเลือด แพทย์จำเป็นต้องค้นหาตำแหน่งที่เลือดออกให้พบ เพื่อจะได้รักษาที่ต้นตออย่างตรงจุด ไม่ใช่แค่การกินยาบำรุงเลือดไปเรื่อยๆ โดยไม่แก้ไขสาเหตุ
วิธีการตรวจวินิจฉัยที่ได้ผลแม่นยำที่สุดคือการส่องกล้องทางเดินอาหาร ซึ่งแบ่งเป็นการส่องกล้องทางปาก (Gastroscopy) เพื่อดูหลอดอาหาร กระเพาะอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น และการส่องกล้องทางทวารหนัก (Colonoscopy) เพื่อตรวจลำไส้ใหญ่ทั้งหมด การตรวจด้วยวิธีนี้ไม่น่ากลัวอย่างที่คิดและช่วยให้เห็นจุดปัญหาได้อย่างชัดเจนที่สุด
วิธีดูแลรักษาและการเติมเลือดกลับคืนสู่ร่างกาย
การรักษาภาวะนี้ประกอบด้วยสองส่วนหลักไปพร้อมๆ กัน ส่วนแรกคือการรักษาโรคที่เป็นต้นเหตุ เช่น การให้ยาฆ่าเชื้อเพื่อรักษาแผลในกระเพาะ การตัดติ่งเนื้อในลำไส้ หรือการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ยาแก้ปวด
ส่วนที่สองคือการชดเชยธาตุเหล็กที่สูญเสียไป แพทย์จะพิจารณาให้กินยาเสริมธาตุเหล็กติดต่อกันเป็นระยะเวลาหลายเดือน แม้ว่าอาการเพลียจะหายไปแล้วก็ตาม เพื่อเติมคลังเหล็กในไขกระดูกให้กลับมาเต็มร้อย และที่สำคัญคือต้องปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินอาหาร เน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงควบคู่ไปกับวิตามินซีเพื่อช่วยในการดูดซึม พร้อมทั้งสังเกตสีอุจจาระและอาการผิดปกติของร่างกายอยู่เสมอ