เวลาที่ตรวจเจอโรคตับ สิ่งแรกที่คนไข้หลายคนมักจะถามหมอด้วยความกังวลใจในห้องตรวจก็คือ แล้วจากนี้ไปฉันจะกินอะไรได้บ้าง เหมือนว่าความสุขในการกินอาหารอร่อยๆ กำลังจะหายไปทั้งหมด
ในความเป็นจริงแล้ว ตับเป็นอวัยวะที่มีความอัศจรรย์มาก เพราะเขามีความสามารถในการซ่อมแซมตัวเองสูง เพียงแต่ว่าหน้าที่หลักของตับคือการเปรียบเสมือนโรงงานเคมีและตัวกรองของร่างกาย เมื่อตับป่วย การเลือกสิ่งที่เรากินเข้าไปจึงมีความสำคัญมาก เพราะอาหารที่เราตักเข้าปากในแต่ละมื้อสามารถช่วยแบ่งเบาภาระของตับ หรือในทางกลับกัน อาจไปเพิ่มภาระให้ตับทำงานหนักขึ้นไปอีก
ตับทำงานหนักแค่ไหน และอาหารเกี่ยวอะไรด้วย?
ลองนึกภาพว่าตับเป็นห้องเครื่องขนาดใหญ่ที่คอยจัดการสารอาหารทุกอย่างที่เรากินเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นโปรตีน ไขมัน หรือคาร์โบไฮเดรต ตับต้องคอยเปลี่ยนพวกมันให้เป็นพลังงาน จัดเก็บวิตามิน และที่สำคัญคือคอยกำจัดของเสียออกจากกระแสเลือด
เมื่อเนื้อเยื่อตับเกิดการอักเสบ มีไขมันพอกตับ หรือเกิดพังผืด โรงงานตับแห่งนี้ก็จะทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ การปรับโภชนาการจึงเปรียบเสมือนการส่งทีมช่างเข้าไปช่วยซ่อมแซม และช่วยให้ตับได้มีเวลาพักผ่อนฟื้นฟูตัวเองได้ดีขึ้น
โปรตีน ควรกินแบบไหนถึงจะไม่ทำร้ายตับ?
มีความเชื่อผิดๆ หลายอย่างที่ว่าคนเป็นโรคตับห้ามกินเนื้อสัตว์หรือห้ามกินโปรตีนเด็ดขาด ความจริงแล้วร่างกายยังต้องการโปรตีนเพื่อไปซ่อมแซมเนื้อเยื่อตับที่สึกหรอ เพียงแต่ต้องเลือกแหล่งโปรตีนและปริมาณให้เหมาะสม
- โปรตีนย่อยง่ายจากปลา: ปลาเป็นมิตรกับตับมากที่สุด เพราะย่อยง่ายและมีไขมันต่ำ โดยเฉพาะปลาทะเลที่มีกรดไขมันดี
- เนื้อสัตว์ไม่ติดมันและไข่ขาว: ไข่ขาวต้มเป็นแหล่งโปรตีนชั้นเยี่ยมที่ไม่มีไขมันส่วนเกิน ช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อโดยที่ตับไม่ต้องเหนื่อยมาก
- โปรตีนจากพืช: เต้าหู้และถั่วต่างๆ เป็นทางเลือกที่ดีเยี่ยมในการลดภาระของตับจากการย่อยเนื้อสัตว์ใหญ่
สำหรับผู้ป่วยโรคตับบางระยะที่ตับเริ่มทำงานได้น้อยมาก อาจต้องระวังไม่ให้กินโปรตีนมากเกินไปจนเกิดของเสียคั่งในสมอง ซึ่งในจุดนี้แพทย์หรือนักกำหนดอาหารจะเป็นผู้ประเมินความเหมาะสมเป็นรายบุคคล
ไขมันแบบไหนที่คนเป็นโรคตับต้องรีบหลบให้ไกล?
ไขมันคือตัวการสำคัญที่ทำให้เกิดภาวะไขมันพอกตับและนำไปสู่การอักเสบเรื้อรัง ดังนั้น การจัดการกับไขมันในจานอาหารจึงเป็นเรื่องคอขาดบาดตายสำหรับคนเป็นโรคตับ
- ไขมันทรานส์และของทอด: อาหารฟาสต์ฟู้ด ขนมกรุบกรอบ และของทอดน้ำมันท่วม คือศัตรูตัวฉกาจที่เข้าไปสะสมในตับอย่างรวดเร็ว
- ไขมันอิ่มตัวจากสัตว์: ควรหลีกเลี่ยงเนื้อสัตว์ติดมัน หนังไก่ และไขมันจากเนยหรือชีสในปริมาณมากๆ
- ไขมันดีที่ยังมีประโยชน์: น้ำมันมะกอก อโวคาโด และปลาทะเล ยังคงเป็นไขมันที่ดีต่อร่างกาย แต่ก็ควรใช้อย่างพอเหมาะ ไม่ควรผัดทอดจนเยิ้ม
คาร์โบไฮเดรตและน้ำตาล ความหวานซ่อนพิษที่ตับไม่ชอบ
หลายคนไม่รู้ว่า น้ำตาลทราย น้ำหวาน น้ำอัดลม หรือแม้แต่แป้งขัดขาว เมื่อกินเข้าไปมากๆ ตับจะเปลี่ยนน้ำตาลส่วนเกินเหล่านี้ให้กลายเป็นไขมัน แล้วเก็บสะสมไว้ในเซลล์ตับ จนกลายเป็นตับอักเสบจากไขมันพอกตับได้ แม้ว่าคนๆ นั้นจะไม่ค่อยได้กินของมันๆ เลยก็ตาม
การเปลี่ยนมาทานคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน เช่น ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีต ธัญพืชไม่ขัดสี และผักใบเขียว จะช่วยควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดไม่ให้พุ่งสูงเร็วเกินไป และยังได้ใยอาหารที่ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย ซึ่งส่งผลดีต่อการกำจัดของเสียของร่างกายโดยรวมด้วย
โซเดียมและเกลือ ตัวการทำให้ท้องมานและตัวบวม
ในผู้ป่วยโรคตับบางรายที่มีอาการตับแข็ง ตับจะไม่สามารถจัดการกับของเหลวและเกลือแร่ในร่างกายได้ดีเหมือนเดิม ทำให้เกิดอาการบวมที่ขาหรือมีน้ำในช่องท้อง (ท้องมาน)
การลดเค็มจึงเป็นกฎเหล็กข้อสำคัญ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง อาหารแปรรูป บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป และการซดน้ำซุปเข้มข้น การหันมาปรุงรสด้วยสมุนไพรธรรมชาติ เช่น ข่า ตะไคร้ ใบมะกรูด จะช่วยให้มื้ออาหารมีรสชาติโดยไม่ต้องพึ่งพาโซเดียมสูง
วิตามินและอาหารเสริม สมุนไพรล้างพิษอันตรายจริงไหม?
ความปรารถนาดีที่จะหาอาหารเสริมราคาแพงหรือสมุนไพรล้างตับมากินเอง อาจกลายเป็นดาบสองคมที่ทำให้ตับพังเร็วกว่าเดิม เนื่องจากตับเป็นอวัยวะที่ต้องทำหน้าที่เผาผลาญและขับสารทุกชนิดออกจากร่างกาย หากเรากินวิตามินเกินขนาด หรือกินสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน ตับจะต้องทำงานหนักขึ้นเพื่อกำจัดสารเหล่านั้น จนอาจเกิดภาวะตับอักเสบจากยาและสมุนไพรได้ ทางที่ดีที่สุดควรปรึกษาแพทย์ก่อนทานอะไรเพิ่มเติมเสมอ