เวลาที่เราอุ้มเจ้าตัวเล็กกลับมาบ้าน ความกังวลใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่มักจะเริ่มต้นขึ้นทันที โดยเฉพาะในช่วงขวบปีแรกที่น้องยังบอกความรู้สึกไม่ได้ เวลาไม่สบายหรือมีอาการผิดปกติอะไร น้องทำได้แค่ร้องไห้งอแงอย่างเดียว ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนเครียดและไม่แน่ใจว่า อาการแบบไหนแค่กินยานอนพักก็หาย หรืออาการแบบไหนที่แปลว่าอันตรายและต้องรีบอุ้มขึ้นรถไปโรงพยาบาลด่วนที่สุด
ในฐานะหมอเด็กที่เจอคุณพ่อคุณแม่พามาหาที่ห้องฉุกเฉินกลางดึกอยู่บ่อยๆ ผมเข้าใจความรู้สึกใจหายวาบเวลาน ลูกมีอาการแปลกๆ ครับ วันนี้เรามาคุยกันแบบพี่น้องเล่าให้ฟังถึง สัญญาณอันตรายที่ต้องนำทารกส่งห้องฉุกเฉินทันที เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถประเมินสถานการณ์เบื้องต้นได้ทันท่วงทีครับ ก่อนที่อะไมันจะสายเกินไป
ลูกหายใจผิดปกติ หายใจแรงจนซี่โครงบุ๋ม หรือมีเสียงครืดคราด
ระบบทางเดินหายใจของเด็กทารกนั้นบอบบางมากครับ ถ้าคุณพ่อคุณแม่สังเกตเห็นว่าลูกมีอาการเหล่านี้ ถือเป็นธงแดงเตือนภัยที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที:
- หายใจเร็วกว่าปกติ: ลองเปิดเสื้อลูกแล้วนับจังหวะการหายใจดูครับ ถ้าเด็กอายุต่ำกว่า 2 เดือน หายใจเร็วกว่า 60 ครั้งต่อนาที หรือเด็ก 2-12 เดือน หายใจเร็วกว่า 50 ครั้งต่อนาที ถือว่าผิดปกติ
- หายใจแรงจนซี่โครงยุบ: เวลาหายใจเข้า สังเกตเห็นร่องคอ ร่องไหปลาร้า หรือซี่โครงบุ๋มลงไปอย่างเห็นได้ชัด แสดงว่ากล้ามเนื้อหายใจต้องทำงานหนักมาก
- ปีกจมูกบาน: เวลาหายใจเข้าแล้วจมูกขยายเข้าออกแรงๆ
- ตัวเขียว ริมฝีปากเขียว: นี่คือสัญญาณวิกฤตที่บอกว่าร่างกายได้รับออกซิเจนไม่เพียงพอแล้ว ห้ามรอเด็ดขาด
ไข้สูงปรี๊ดในเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 3 เดือน
เรื่องไข้ในเด็กทารกนี่อันตรายกว่าผู้ใหญ่หรือเด็กโตมากครับ โดยเฉพาะเด็กทารกที่มีอายุต่ำกว่า 3 เดือน ถ้าวัดอุณหภูมิทางก้นแล้วได้ 38องศาเซลเซียสขึ้นไป หรือแม้แต่รู้สึกว่าตัวร้อนจัดโดยที่ยังไม่ได้วัดไข้ก็ตาม ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีครับ
สาเหตุที่เป็นแบบนี้เพราะภูมิคุ้มกันของเด็กวัยนี้ยังพัฒนาไม่เต็มที่ เชื้อโรคง่ายที่จะกระจายเข้าสู่กระแสเลือดหรือเยื่อหุ้มสมองได้อย่างรวดเร็ว แม้ลูกจะยังดูร่าเริงดีอยู่ แต่ถ้ามีไข้ในวัยนี้ หมอถือว่าเป็นกรณีเร่งด่วนเสมอครับ
ซึมมาก ปลุกไม่ตื่น หรือไม่ยอมสบตาตอบสนอง
เด็กที่ไม่สบายมักจะงอแงเป็นธรรมดา แต่ถ้าลูกมีอาการเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือ เช่น นอนนิ่ง ไม่ยอมตื่นมากินนม เรียกแล้วไม่สนใจ ไม่สบตา หรือส่งเสียงอ้อแอ้ตอบสนองเหมือนเคย อาการแบบนี้เรียกว่า ซึมมาก ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าสมองหรือร่างกายกำลังอยู่ในภาวะวิกฤต เช่น ขาดน้ำอย่างรุนแรง ติดเชื้อในกระแสเลือด หรือมีความดันในสมองสูง ต้องรีบส่งห้องฉุกเฉินโดยด่วน
ร้องไห้งอแงไม่หยุดนานเป็นชั่วโมง ปลอบยังไงก็ไม่เงียบ
การร้องไห้คือภาษาพูดเดียวของทารก แต่ถ้าร้องไห้เสียงแหลมสูงผิดปกติ ร้องนานติดต่อกันเกิน 2-3 ชั่วโมงโดยไม่มีทีท่าว่าจะหยุด แม้จะเปลี่ยนผ้าอ้อม ป้อนนม หรืออุ้มปลอบแล้วก็ตาม อาการแบบนี้มักไม่ได้เกิดจากความหิวหรือความง่วงธรรมดาครับ แต่อาจเกิดจากอาการปวดรุนแรงภายใน เช่น ลำไส้กลืนกัน ไส้เลื่อนติดคา หรือมีภาวะติดเชื้อที่ทำให้ปวดหัวอย่างรุนแรง
อาพุ่งเป็นน้ำ หรือมีเลือดปนในอุจจาระ
เรื่องการแหวะนมเป็นเรื่องปกติของเด็กทารก แต่ถ้าลูกมีอาการอาเจียนพุ่งออกมาแรงๆ (Projectile vomiting) ทุกครั้งหลังกินนม หรืออาเจียนเป็นน้ำสีเขียวปนเหลือง แปลว่าทางเดินอาหารน่าจะมีปัญหาอุดตัน
นอกจากนี้ หากสังเกตเห็นอุจจาระของลูกมีมูกเลือดปน หรือมีลักษณะคล้ายเจลลี่สีแดงสตรอเบอร์รี่ ร่วมกับอาการร้องกวนและงอแงเป็นพักๆ นี่คือสัญญาณเตือนของโรคทางเดินอาหารที่อันตรายมาก ห้ามซื้อยาให้กินเองเด็ดขาดครับ
ชักเกร็ง ตาค้าง หรือมีอาการกระตุกแปลกๆ
อาการชักในเด็กทารกอาจไม่ได้ตัวเกร็งกระตุกชัดเจนเหมือนในผู้ใหญ่เสมอไป บางครั้งอาจมาในรูปแบบของอาการตาค้าง เหม่อลอยไปชั่วขณะ ริมฝีปากเขียวคล้ำ หรือมีมุมปากกระตุกข้างใดข้างหนึ่ง หากพบอาการเหล่านี้แม้เพียงครั้งเดียว ถือเป็นเหตุฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ต้องให้กู้ชีพหรือรีบนำส่งโรงพยาบาลทันทีครับ
ความรู้สึกสัญชาตญาณของคนเป็นพ่อเป็นแม่มีความสำคัญที่สุดครับ หากคุณรู้สึกว่าลูกมีอาการแปลกๆ ที่ไม่มั่นใจ หรือดูแย่กว่าปกติ ต่อให้จะไม่มีอาการในลิสต์ที่ผมเล่ามาทั้งหมด ก็สามารถพามาปรึกษาคุณหมอที่ห้องฉุกเฉินได้เลยครับ ปลอดภัยไว้ก่อนดีที่สุดครับสำหรับดวงใจดวงน้อยของเรา