ช่วงนี้เวลาเดินไปไหนมาไหน หรือแวะไปเยี่ยมคุณพ่อคุณแม่ตามบ้าน มักจะได้ยินคำชมทำนองว่า เด็กแก้มยุ้ยจ้ำม่ำน่ารักจังเลย ตัวกลมๆ น่าฟัดดีแท้ หลายคนมองว่าเป็นเรื่องปกติของเด็กอ้วนท้วนสมบูรณ์แล้วจะน่ารัก แต่ในฐานะหมอเด็กที่ตรวจคนไข้ทุกวัน ยอมรับเลยว่าแอบกังวลใจทุกครั้งที่เห็นเด็กน้ำหนักพุ่งเกินเกณฑ์มาตรฐาน เพราะเบื้องหลังความจ้ำม่ำนั้น มันไม่ได้แปลว่าสุขภาพดีเสมอไป
ลูกเราแค่อ้วนท้วนสมบูรณ์ หรือกำลังเข้าข่ายโรคอ้วนกันแน่?
เวลาพูดถึง ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน พ่อแม่หลายคนมักนึกถึงภาพเด็กตัวโตเกินเพื่อนรุ่นเดียวกัน แต่ในทางการแพทย์ เราไม่ได้ดูแค่ความรู้สึกหรือสายตาที่มองเห็นครับ เราใช้เกณฑ์กราฟการเจริญเติบโตขององค์การอนามัยโลกมาเทียบกับน้ำหนักและส่วนสูง หรือที่เรียกสั้นๆ ว่าค่า BMI ของเด็ก
ถ้าลูกเริ่มมีชั้นไขมันสะสมหนาขึ้นตามตัว เสื้อผ้าเริ่มคับเร็วกว่าปกติ หรือพุงเริ่มยื่นออกมาอย่างเห็นได้ชัด นั่นคือสัญญาณเตือนเบื้องต้นแล้วว่า ร่างกายกำลังสะสมพลังงานส่วนเกินมากเกินไป มากจนตับและอวัยวะภายในเริ่มทำงานหนักโดยที่เราไม่รู้ตัว
ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงน้ำหนักเกินง่ายเหลือเกิน?
ย้อนกลับไปสมัยรุ่นพ่อแม่ วิ่งเล่นกลางแจ้ง กินข้าวแกงฝีมือคุณแม่ น้ำหนักเกินแทบไม่มีให้เห็น แต่โลกยุคปัจจุบันเปลี่ยนไปเยอะมาก ตัวการหลักๆ ที่ดึงลูกหลานเราเข้าสู่วงจรโรคอ้วน มีอยู่ไม่กี่อย่างที่พวกเราคุ้นเคยกันดี
อาหารแปรรูปและเครื่องดื่มหวานๆ ที่หาซื้อง่าย
ลองสำรวจตู้เย็นที่บ้านดูครับว่ามีน้ำอัดลม ชานมไข่มุก ขนมกรุบกรอบ หรือเบเกอรี่ตุนไว้ไหม สิ่งเหล่านี้อัดแน่นไปด้วยน้ำตาลทรายและไขมันอิ่มตัว กินง่าย เคี้ยวเพลิน แต่อิ่มทิพย์ พลังงานที่ได้เข้าไปสูงปรี๊ดแต่ไม่มีสารอาหารที่มีประโยชน์ ร่างกายเผาผลาญไม่หมด สุดท้ายก็เปลี่ยนไปเป็นไขมันสะสมตามพุงและต้นแขนต้นขา
หน้าจอมือถือและแท็บเล็ต ตัวการขโมยการขยับตัว
เด็กยุคนี้ติดจอคอมพิวเตอร์และโทรศัพท์มือถือกันงอมแงม ตื่นมาก็ไถหน้าจอ กินข้าวก็ต้องดูยูทูป นั่งแช่อยู่กับที่เป็นชั่วโมงๆ การเผาผลาญพลังงานแทบจะเป็นศูนย์ พลังงานที่รับเข้าไปจากอาหารไม่ได้ถูกนำมาใช้ สุดท้ายก็สะสมพอกพูนกลายเป็นความอ้วน
สัญญาณเตือนภัยเงียบ โรคเรื้อรังที่แถมมากับความอ้วนในเด็ก
ความน่ากลัวของ ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ไม่ได้อยู่ที่ความอ้วนภายนอก แต่มันคือโรคแทรกซ้อนที่ซ่อนอยู่ภายใน เด็กอ้วนในวันนี้ มีความเสี่ยงสูงมากๆ ที่จะเป็นโรคเหล่านี้ตั้งแต่อายุยังน้อย
- โรคเบาหวานชนิดที่ 2: จากเดิมที่เป็นโรคของผู้สูงอายุ ตอนนี้เราเริ่มเจอเด็กอายุสิบกว่าขวบน้ำตาลในเลือดสูงปรี๊ดจนต้องกินยาคุมน้ำตาลกันแล้ว
- ไขมันพอกตับ: ตับของเด็กต้องทำงานหนักในการกรองไขมันส่วนเกิน จนเนื้อตับอักเสบและกลายเป็นตับแข็งได้ในอนาคต
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ: ตอนกลางคืนน้องจะนอนกรนดังมาก สะดุ้งตื่นบ่อย ออกซิเจนไปเลี้ยงสมองไม่พอ ส่งผลให้ตื่นมาง่วงนอน หงุดหงิด และเรียนหนังสือไม่รู้เรื่อง
- ปัญหาด้านจิตใจ: เด็กอ้วนหลายคนมักโดนล้อที่โรงเรียน กลายเป็นปมด้อย ขาดความมั่นใจในตัวเอง และอาจซึมเศร้าได้ง่าย
ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอย่างไรให้ได้ผลจริงโดยไม่ต้องอดอาหาร
การแก้ปัญหาเรื่องน้ำหนักในเด็ก ห้ามให้ลูกอดอาหารเด็ดขาดนะครับ เพราะร่างกายเด็กกำลังเจริญเติบโต สมองและกระดูกต้องการสารอาหารครบถ้วน สิ่งที่เราต้องทำคือการปรับสมดุลวิถีชีวิตของคนทั้งครอบครัว
ชวนกันขยับร่างกายให้สนุกขึ้น
เลิกบังคับให้ออกกำลังกายแบบจริงจัง แต่ให้เปลี่ยนเป็นการทำกิจกรรมร่วมกันในครอบครัว เช่น พาไปปั่นจักรยาน เดินเล่นสวนสาธารณะตอนเย็น หรือชวนเต้นตามเพลงสนุกๆ ในห้องนั่งเล่น เป้าหมายคือให้เด็กได้เสียเหงื่อและขยับตัวอย่างน้อยวันละ 60 นาที
ปรับเปลี่ยนเมนูอาหารในบ้าน
เริ่มจากตู้เย็นและห้องครัว งดซื้อน้ำอัดลม ขนมขบเคี้ยวติดบ้าน เปลี่ยนเป็นผลไม้สดรสชาติไม่หวานจัด ถั่ว หรือโยเกิร์ตธรรมชาติแทน เน้นอาหารที่ปรุงสดใหม่ ผักและเนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และที่สำคัญคือดื่มน้ำเปล่าให้มากๆ ลดหรืองดเครื่องดื่มรสหวานทุกชนิด
การดูแลเด็กที่มีน้ำหนักเกินต้องอาศัยความเข้าใจ ความรัก และความอดทนจากคนรอบข้าง อย่าใช้คำพูดบูลลี่หรือล้อเลียนปมน้ำหนักของลูกเด็ดขาด เพราะจะยิ่งทำให้เด็กเครียดและหันไปกินอาหารแก้เครียดหนักกว่าเดิม หากลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมแล้วน้ำหนักยังไม่ลดลง หรือน้องมีอาการเหนื่อยง่ายผิดปกติ แนะนำให้พามาพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจประเมินร่างกายอย่างละเอียดและวางแผนดูแลร่วมกันครับ