เวลาเห็นเด็กแก้มป่องตัวกลมเดินดุ๊กดิ๊ก หลายคนอาจมองว่าเป็นเรื่องน่ารักน่าเอ็นดูและคิดว่าโตขึ้น เดี๋ยวความอ้วนก็คงยืดตัวหายไปเอง แต่ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้เด็กอยู่ทุกวัน อยากชวนคุณพ่อคุณแม่มามองมุมใหม่ เพราะในความเป็นจริงแล้ว ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ไม่ใช่แค่เรื่องความสวยงามตามวัย แต่เป็นปัญหาสุขภาพเงียบๆ ที่กำลังกัดกินอนาคตของเด็กไทยทีละน้อย
ลูกน้ำหนักเกินแค่ไหนถึงเรียกว่าอ้วน และเราจะเช็กอย่างไรดี?
เวลาพาเด็กๆ มาหาหมอ คำถามแรกที่มักจะได้ยินบ่อยคือ ลูกเราแค่น้ำหนักเยอะเฉยๆ หรือเข้าข่ายอ้วนอันตรายแล้ว วิธีการดูในเด็กจะไม่เหมือนผู้ใหญ่ เราไม่สามารถเอาเกณฑ์ส่วนสูงลบด้วยร้อยมาวัดได้ง่ายๆ เพราะเด็กยังต้องโตขึ้นเรื่อยๆ
หมอจะใช้กราฟแสดงเกณฑ์การเจริญเติบโตของกรมอนามัย โดยดูค่าน้ำหนักตามเกณฑ์ส่วนสูง หรือดัชนีมวลกาย หรือที่คุ้นหูกันว่า BMI เทียบกับอายุและเพศ หากลูกรักมีค่า BMI อยู่ในเปอร์เซ็นต์ไทที่ 85 ถึง 97 นั่นแปลว่าเริ่มมีภาวะน้ำหนักเกินแล้ว แต่ถ้าทะลุเกินเปอร์เซ็นต์ไทที่ 97 ขึ้นไป อันนี้ชัดเจนว่าเข้าข่ายโรคอ้วน ซึ่งเป็นจุดที่หมอเริ่มเป็นห่วงและอยากชวนมาปรับพฤติกรรมกันอย่างจริงจัง
ทำไมเด็กสมัยนี้ถึงอ้วนง่ายจัง ต้นเหตุไม่ได้มีแค่เรื่องกิน
เวลาพูดถึงความอ้วน หลายคนมักพุ่งเป้าไปที่เรื่องปากท้องว่าเด็กกินเก่งเกินไป แต่ในมุมมองของหมอ ปัจจัยมันซับซ้อนกว่านั้นมาก อาหารการกินรอบตัวเด็กสมัยนี้เต็มไปด้วยน้ำตาล ไขมันทรานส์ และอาหารแปรรูปที่หาซื้อง่าย แถมยังมีรสชาติถูกปากเด็กๆ
นอกจากเรื่องอาหารแล้ว ไลฟ์สไตล์ก็เปลี่ยนไปเยอะมาก เด็กๆ สมัยนี้ติดหน้าจอ มือถือ แท็บเล็ต นั่งๆ นอนๆ มากกว่าวิ่งเล่นกลางแจ้งเหมือนรุ่นพ่อแม่ พลังงานที่รับเข้าไปเลยล้นเหลือและถูกเก็บสะสมเป็นไขมัน ยิ่งไปกว่านั้น พันธุกรรมและความเครียดในครอบครัวก็มีส่วนกระตุ้น ฮอร์โมนความหิวความอิ่มทำงานรวนไปหมด ทำให้เด็กควบคุมปริมาณอาหารได้ยากขึ้น
ปล่อยไว้ไม่รักษา โรคอะไรร้ายแรงบ้างที่จะตามมาตอนโต
ความน่ากลัวของ ปัญหาภาวะน้ำหนักเกินและโรคอ้วน ไม่ได้อยู่แค่ตอนเด็ก แต่มันคือการปูทางไปสู่โรคเรื้อรังตอนเป็นผู้ใหญ่ เด็กที่อ้วนตั้งแต่อายุน้อย มีแนวโน้มสูงมากที่จะกลายเป็นผู้ใหญ่ โรคอ้วน และมักจะพ่วงโรคแทรกซ้อนตามมาแบบแพ็กเกจใหญ่
- โรคเบาหวานประเภทที่ 2: ร่างกายดื้ออินซูลินจากไขมันส่วนเกิน
- ไขมันพอกตับ: ตับทำงานหนักจนเกิดการอักเสบและเป็นพังผืดได้
- ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ: นอนกรนดัง หายใจติดขัด สมองได้รับออกซิเจนไม่เต็มที่ ส่งผลต่อการเรียนรู้
- ปัญหาข้อต่อและกระดูก: ขาและเข่าต้องแบกรับน้ำหนักเกินตัว ทำให้ปวดข้อและโครงสร้างร่างกายผิดรูป
- ผลกระทบต่อจิตใจ: ถูกล้อเลียนที่โรงเรียน ขาดความมั่นใจ และเสี่ยงต่อภาวะซึมเศร้า
วิธีปรับพฤติกรรมฉบับครอบครัว ช่วยลูกลดน้ำหนักแบบยั่งยืน
การแก้ปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่ตัวเด็กคนเดียว แต่มันคือภารกิจของคนทั้งบ้าน หมอไม่เคยแนะนำให้เด็กอ้วนอดอาหารเด็ดขาด เพราะเขายังอยู่ในวัยเจริญเติบโตที่ต้องใช้สารอาหารไปสร้างสมองและกระดูก แต่เราต้องเปลี่ยนวิธีเลือกและปรับสมดุลใหม่
เริ่มจากการปรับสิ่งแวดล้อมในบ้าน ซื้อของดีมีประโยชน์ติดตู้เย็น ลดน้ำหอมหวาน น้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ เปลี่ยนมาชวนกันออกกำลังกายแบบสนุกสนานในครอบครัว เช่น ไปปั่นจักรยาน เดินเล่นสวนสาธารณะ หรือชวนกันทำอาหารสุขภาพกินเอง สำคัญที่สุดคือการจำกัดเวลาหน้าจอ ไม่ให้ลูกนั่งนิ่งๆ เกินวันละสองชั่วโมง
เมื่อไหร่ที่ควรพาไปปรึกษาแพทย์เฉพาะทางอย่างจริงจัง
ถ้าคุณพ่อคุณแม่ลองปรับพฤติกรรมเบื้องต้นแล้ว น้ำหนักลูกยังพุ่งขึ้นเรื่อยๆ หรือเริ่มมีอาการเหนื่อยง่าย นอนกรนผิดปกติ มีผิวหนังบริเวณคอหรือรักแร้ดำหนา ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนของภาวะดื้ออินซูลิน แนะนำว่าควรพามาพบกุมารแพทย์ด้านต่อมไร้ท่อหรือแพทย์โภชนาการเด็ก เพื่อตรวจเลือดเช็กระดับน้ำตาล ไขมันในเลือด และการทำงานของฮอร์โมนอย่างละเอียด การรู้เร็วและแก้ปัญหาตั้งแต่เนิ่นๆ จะช่วยดึงสุขภาพของลูกกลับมาสดใสแข็งแรงได้ทันเวลาอย่างแน่นอน