หลายครั้งเวลาที่คนไข้พาลูกหลานหรือพาคนในครอบครัวมาปรึกษาเรื่องปัญหาพฤติกรรมและความสัมพันธ์ที่ตึงเครียด สิ่งที่หมอมักจะพบไม่ใช่ความผิดปกติทางจิตเวชที่ซับซ้อนอะไรเลยครับ แต่มันมักจะเริ่มมาจากความเหนื่อยล้าสะสม การสื่อสารที่สวนทางกัน และการใช้คำพูดที่เผลอทำร้ายกันโดยไม่รู้ตัว จนบ้านที่ควรจะเป็นที่พักพิงกลับกลายเป็นสนามรบขนาดย่อมๆ ที่ไม่มีใครยอมใคร
ในฐานะหมอที่นั่งฟังเรื่องราวความทุกข์ใจของหลายครอบครัวทุกวัน หมอพบว่าการจะปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของคนในบ้านให้ไปในทิศทางที่ดีขึ้น ไม่ใช่เรื่องของการจับผิดหรือการตั้งกฎเกณฑ์ที่เข้มงวดจนเกินไป แต่หัวใจสำคัญคือการสร้างบรรยากาศแห่งความเข้าใจและการให้เกียรติกัน ซึ่งวันนี้หมอนำเอาแนวทางการปรับพฤติกรรมเชิงบวกที่ใช้ได้จริงมาเล่าให้ฟังครับ
เลิกมองหาความผิด แล้วหันมาเติมพลังบวกให้ถูกจุด
เวลาที่ลูกดื้อ สามีไม่ยอมช่วยงานบ้าน หรือคุณพ่อคุณแม่บ่นจุกจิก ปฏิกิริยาอัตโนมัติที่เรามักทำคือการตำหนิ ตักเตือน หรือชี้ให้เห็นข้อผิดพลาดทันที ซึ่งในทางจิตวิทยาแล้ว การตอกย้ำจุดเสียบ่อยๆ จะยิ่งทำให้ผู้ฟังรู้สึกต่อต้าน ปิดกั้น และเลือกที่จะทำพฤติกรรมเดิมซ้ำๆ เพื่อเป็นการประชด
แนวทางการปรับพฤติกรรมเชิงบวกในครอบครัวเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยการเปลี่ยนมุมมองจากการมองหาความผิดพลาด มาเป็นการมองหาจังหวะที่เขาทำดีแม้จะเป็นเรื่องเล็กน้อยก็ตาม เช่น แทนที่จะบ่นว่าห้องรก ให้ลองชมเมื่อเขาเก็บของเข้าที่แม้จะแค่ชิ้นเดียว สมองของคนเราไม่ว่าจะเด็กหรือผู้ใหญ่ต่างก็โหยหาคำชมและการยอมรับ เมื่อทำดีแล้วได้ผลตอบรับที่ดี พฤติกรรมนั้นจะค่อยๆ ถูกตอกย้ำและเกิดขึ้นบ่อยขึ้นโดยที่เราไม่ต้องออกปากสั่ง
ฟังให้มากกว่าพูด สูตรลับลดความขัดแย้งในบ้าน
ปัญหาคลาสสิกที่ทำให้คนในบ้านทะเลาะกันบ่อยที่สุดคือ การฟังเพื่อที่จะเถียง หรือฟังเพื่อรอจังหวะสั่งสอน แทนที่จะฟังเพื่อทำความเข้าใจความรู้สึกจริงๆ ของอีกฝ่าย เวลาที่ลูกวัยรุ่นเหวี่ยงใส่ หรือคู่ชีวิตบ่นเรื่องงาน สิ่งแรกที่เรามักทำคือการบอกว่าเขากำลังคิดผิด
หมออยากแนะนำให้ลองปรับวิธีรับฟังด้วยการใช้เทคนิคสะท้อนความรู้สึก (Reflective Listening) เช่น เมื่อลูกบ่นว่าไม่อยากไปโรงเรียน แทนที่จะดุว่าขี้เกียจ ให้ลองเปลี่ยนเป็นพูดทวนความรู้สึกว่า ดูเหมือนช่วงนี้ลูกจะเครียดกับเรื่องที่โรงเรียนมากเลยใช่ไหม การทำแบบนี้จะทำให้อีกฝ่ายรู้สึกว่ามีคนเข้าใจและปลอดภัยที่จะเปิดใจเล่าความจริงให้ฟัง มากกว่าการถูกตัดสิน
สร้างกติกากลางร่วมกัน ไม่ใช่ใช้อำนาจสั่งการ
บ้านที่มีความสุขไม่ใช่บ้านที่ไม่มีกฎเกณฑ์ แต่เป็นบ้านที่ทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างกฎนั้นขึ้นมา การที่เรานั่งลงคุยกันพร้อมหน้า ตั้งกติกาการอยู่ร่วมกัน เช่น การใช้อุปกรณ์สื่อสารบนโต๊ะอาหาร หรือการแบ่งหน้าที่ความรับผิดชอบ และเปิดโอกาสให้ทุกคนได้ออกความคิดเห็นและตกลงร่วมกัน จะช่วยลดความรู้สึกถูกบังคับลงไปได้มาก
เมื่อทุกคนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของกฎร่วมกัน ความตั้งใจที่จะทำตามก็จะสูงขึ้นโดยธรรมชาติ และหากมีการทำผิดกติกาเกิดขึ้น ก็ควรใช้การพูดคุยด้วยเหตุผลเพื่อทบทวนข้อตกลง มากกว่าการใช้อารมณ์หรือการลงโทษที่รุนแรงซึ่งมักจะสร้างรอยแผลในใจ
เวลาคุณภาพที่มากกว่าแค่การนั่งอยู่ห้องเดียวกัน
ในยุคดิจิทัลแบบนี้ เรามักจะเห็นภาพครอบครัวนั่งอยู่บนโซฟาเดียวกัน แต่สายตากลับจดจ่ออยู่กับหน้าจอโทรศัพท์มือถือของตัวเอง การอยู่ร่วมกันทางกายภาพแบบนี้ไม่ได้ช่วยสร้างความผูกพันเชิงบวกเลยครับ
การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัวต้องการ เวลาคุณภาพ (Quality Time) ที่แท้จริง อาจจะเป็นการทานข้าวร่วมกันอย่างไร้มือถือ การเดินเล่นหน้าบ้านช่วงเย็น หรือการหากิจกรรมสนุกๆ ทำร่วมกันสัปดาห์ละครั้ง ช่วงเวลาเหล่านี้แหละครับที่เป็นกาวใจชั้นดีที่ช่วยเชื่อมโยงความรู้สึกของคนในครอบครัวให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น และช่วยละลายความขัดแย้งเล็กๆ น้อยๆ ที่สะสมมาตลอดสัปดาห์
การปรับพฤติกรรมในครอบครัวไม่ใช่เรื่องที่จะเห็นผลได้ทันทีภายในข้ามคืน เพราะนิสัยและความสัมพันธ์ที่สะสมมานานต้องอาศัยเวลาและความสม่ำเสมอในการเยียวยา ค่อยๆ เริ่มต้นจากตัวเราเองในวันนี้ ลดการใช้อารมณ์ เพิ่มความเข้าใจ และโอบกอดกันให้มากขึ้น แล้วบ้านของเราจะกลับมาเป็นพื้นที่ที่อบอุ่นและปลอดภัยที่สุดสำหรับทุกคนอย่างแน่นอนครับ