ช่วงนี้ถ้าใครมีอาการไอเรื้อรัง ไอจนหน้าดำหน้าแดง หรือได้ยินเสียงไอแปลกๆ ที่ดังวี้ดตอนหายใจเข้า คงเริ่มกังวลใจกันไม่น้อย เพราะโรคติดต่อทางเดินหายใจตัวร้ายอย่างโรคไอกรน กลับมาแพร่ระบาดให้เราได้ยินข่าวกันเรื่อยๆ ในช่วงหลังมานี้ หมออยากชวนทุกคนมาทำความเข้าใจโรคนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น ว่าทำไมไอธรรมดาถึงกลายเป็นไอกรน และเราจะสังเกตตัวเองหรือคนในบ้านอย่างไรดี
ไอกรนต่างจากหวัดทั่วไปตรงไหน ทำไมถึงไอจนน่ากลัว?
หลายคนมักคิดว่าอาการไอกรนก็เหมือนไข้หวัดใหญ่ทั่วไป แต่จริงๆ แล้วเจ้าแบคทีเรียตัวนี้มันแสบกว่านั้นมากครับ มันจะเข้าไปเกาะและทำลายเซลล์เยื่อบุทางเดินหายใจ พร้อมทั้งปล่อยสารพิษออกมาทำให้หลอดอักเสบและมีเมือกเหนียวข้นสะสม
จุดสังเกตที่หมอมักจะบอกคนไข้เสมอคือ ลักษณะการไอของโรคนี้จะไม่เหมือนใคร:
- ช่วงแรก: จะมาเนียนๆ เหมือนเป็นหวัดธรรมดา มีน้ำูกไหล ไอเบาๆ ไข้ต่ำๆ ซึ่งช่วงนี้แหละที่ติดต่อง่ายที่สุดเพราะคนไข้ยังใช้ชีวิตปกติ
- ช่วงรุนแรง: อาการไอจะเริ่มหนักขึ้นเรื่อยๆ จนกลายเป็นการไอติดต่อกันเป็นชุดๆ 10 ถึง 20 ครั้งรวดแบบไม่ได้พักหายใจ จนหน้าดำหน้าแดง
- เสียงหายใจเข้า: พอไอจนหมดแรงแล้ว เวลาสูดอากาศเข้าทางปากมันจะมีเสียงดังวี้ด (Whoop) ซึ่งเป็นที่มาของชื่อโรค
- อาการแถมท้าย: ไอจนอาเจียน บางคนซี่โครงหักเพราะแรงไอ หรือเหนื่อยหอบจนหมดแรง
เชื้อร้ายตัวนี้แพร่กระจายหากันได้ง่ายแค่ไหน?
โรคนี้ติดกันผ่านละอองฝอยจากการไอ จาม หรือพูดคุยครับ สมมติว่าคนที่เป็นโรคนี้ยืนไอใส่เรา เชื้อแบคทีเรียจะลอยเข้าสู่ทางเดินหายใจได้ทันที น่ากลัวตรงที่ผู้ใหญ่หรือวัยรุ่นบางคนที่เป็นโรคนี้ อาจมีอาการแค่ไอเรื้อรังธรรมดาเนื่องจากภูมิคุ้มกันยังพอมี ทำให้คิดว่าเป็นแค่ภูมิแพ้หรือหลอดอักเสบเรื้อรัง แล้วเผลอไปคลุกคลีกับเด็กเล็กหรือทารกแรกเกิด ซึ่งกลุ่มนี้แหละครับถ้าติดเชื้อขึ้นมาจะอันตรายถึงชีวิตได้เลย
เด็กเล็กและทารก: กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ
ในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ถ้าเป็นไอกรนส่วนใหญ่จะทรมานจากอาการไอเรื้อรังเป็นเดือนๆ แต่ก็มักจะหายได้เอง แต่ถ้าเกิดขึ้นกับทารกอายุต่ำกว่า 1 ขวบที่ยังรับวัคซีนไม่ครบถ้วน สถานการณ์จะต่างกันลิบลับ ทารกกลุ่มนี้มักจะไม่มีแรงไอเป็นเสียงวี้ดแบบเด็กโตครับ แต่อาการที่จะแสดงออกมาคือ หยุดหายใจ ตัวเขียว หรือสำลักเวลากินนม ซึ่งทำให้เกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงอย่างปอดอักเสบ สมองขาดออกซิเจน และอันตรายถึงชีวิตได้
การตรวจวินิจฉัยและแนวทางการรักษาจากคุณหมอ
ถ้ามาพบหมอด้วยอาการไอเรื้อรังสงสัยโรคนี้ เราจะทำการตรวจวินิจฉัยด้วยการใช้ไม้พันสำลีป้ายบริเวณหลังโพรงจมูก เพื่อนำไปตรวจหาเชื้อแบคทีเรีย ส่วนการรักษานั้นประกอบด้วย:
- การให้ยาปฏิชีวนะ: ถ้าเพิ่งเริ่มมีอาการ การกินยาฆ่าเชื้อจะช่วยลดความรุนแรงของโรค และที่สำคัญที่สุดคือช่วยตัดวงจรการแพร่เชื้อให้คนอื่น
- การรักษาตามอาการ: ยาแก้ไอส่วนใหญ่ไม่ได้ผลดีนักกับโรคนี้ เน้นการดื่มน้ำอุ่น พักผ่อน และหลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ไอ เช่น ควันบุหรี่ หรืออากาศเย็นจัด
- การดูแลอย่างใกล้ชิด: สำหรับเด็กเล็กอาจต้องรับตัวไว้ดูอาการในโรงพยาบาล เพื่อคอยดูดเสมหะและให้ออกซิเจนเสริม
วิธีป้องกันที่ดีที่สุด: วัคซีนภูมิคุ้มกันที่ต้องเช็คให้ชัวร์
ข่าวดีคือเรามีวัคซีนป้องกันโรคนี้อยู่แล้ว ในเด็กไทยจะได้รับวัคซีนรวมคอตีบ ไอกรน บาดยักษ์ ตามโปรแกรมกระทรวงสาธารณสุขตั้งแต่แบเบาะ แต่ปัญหาคือ ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนนี้ไม่ได้อยู่ตลอดชีวิตครับ มันจะค่อยๆ ลดลงเมื่อโตเป็นวัยรุ่นและผู้ใหญ่
ดังนั้น หมอจึงแนะนำให้ผู้ใหญ่ทุกคน โดยเฉพาะคุณพ่อคุณแม่ปู่ย่าตายายที่จะต้องใกล้ชิดกับเด็กแรกเกิด ควรได้รับการฉีดวัคซีนกระตุ้น (Tdap) ทุกๆ 10 ปี เพื่อสร้างเกราะคุ้มกันไม่ให้เราเอาเชื้อไปติดเด็กๆ ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกันนั่นเองครับ
อาการแบบไหนที่แปลว่าต้องรีบมาหาหมอทันที?
หากคุณหรือคนในครอบครัวมีอาการไอเรื้อรังเกิน 2 สัปดาห์ โดยเฉพาะถ้ามีลักษณะไอจนอาเจียน หน้าดำหน้าแดง หรือในบ้านมีเด็กเล็กแล้วมีคนเริ่มไอติดต่อกัน อย่ารอให้หายเองครับ ควรรีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยและรับยาฆ่าเชื้อให้เร็วที่สุด เพราะการรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ นอกจากจะช่วยให้หายทรมานไวขึ้นแล้ว ยังช่วยปกป้องคนรอบข้างไม่ให้ติดเชื้อไปด้วยครับ