เวลาที่คุณพ่อคุณแม่พาลูกน้อยไปหาหมอแล้วได้ยินคำวินิจฉัยโรคว่าลูกมีน้ำในช่องท้อง ร่วมกับภาวะการรั่วของพลาสมา หลายคนคงตกใจและนึกภาพตามไม่ออกว่าเกิดอะไรขึ้นกับร่างกายตัวเล็กๆ ของลูกกันแน่ ในฐานะหมอที่ต้องดูแลเด็กๆ กลุ่มนี้บ่อยๆ ผมเข้าใจความกังวลใจของคนเป็นพ่อเป็นแม่เป็นอย่างดี วันนี้เรามานั่งคุยกันแบบสบายๆ เพื่อทำความเข้าใจโรคนี้ให้ลึกซึ้งขึ้น ตั้งแต่สาเหตุว่าทำไมของเหลวในร่างกายถึงรั่วไหล ไปจนถึงวิธีสังเกตอาการที่บ้านเพื่อให้ลูกได้รับการรักษาที่ปลอดภัยทันเวลา
ภาวะการรั่วของพลาสมาและการเกิดช่องท้องมีน้ำในเด็ก คืออะไรและเกิดขึ้นได้อย่างไร?
เพื่อให้เข้าใจง่ายที่สุด ลองนึกภาพหลอดเลือดในร่างกายของเด็กๆ เหมือนกับท่อยางส่งน้ำปกติทั่วไปครับ ในยามที่ร่างกายปกติ ผนังหลอดเลือดเหล่านี้จะทำหน้าที่กักเก็บน้ำและสารอาหารส่วนใหญ่เอาไว้ภายใน ไม่ให้รั่วไหลออกไปสู่เนื้อเยื่อรอบข้าง
แต่เมื่อเด็กๆ เกิดการเจ็บป่วยรุนแรงบางชนิด เช่น ไข้เลือดออก หรือการติดเชื้อที่กระตุ้นให้ร่างกายเกิดการอักเสบทั่วร่าง สารเคมีที่หลั่งออกมาจะไปทำให้รอยต่อระหว่างเซลล์บุผนังหลอดเลือดเกิดความเสียหาย เปรียบเสมือนท่อยางที่มีรอยรั่วซึมเต็มไปหมด น้ำและโปรตีนซึ่งเป็นส่วนประกอบหลักของพลาสมา (น้ำเหลืองในเลือด) จึงซึมทะลักลอดผ่านผนังหลอดเลือดออกมาสะสมตามช่องว่างต่างๆ ของร่างกาย และเมื่อน้ำเหล่านี้ไหลมารวมกันมากๆ เข้าที่บริเวณช่องท้อง ก็จะกลายเป็นภาวะช่องท้องมีน้ำในเด็กที่เราตรวจพบได้จากการตรวจร่างกายหรืออัลตราซาวนด์นั่นเอง
สัญญาณเตือนภัยรูปแบบไหนที่บอกว่าลูกเริ่มมีน้ำในช่องท้องแล้ว?
การที่ของเหลวในร่างกายรั่วไหลออกมาอยู่ผิดที่ผิดทาง ย่อมส่งผลกระทบต่อระบบการทำงานของอวัยวะภายใน พ่อแม่สามารถสังเกตความผิดปกติเบื้องต้นได้จากอาการเหล่านี้
- ท้องป่องโตขึ้นอย่างผิดปกติ: สังเกตว่าเสื้อผ้าตัวเดิมเริ่มคับ กางเกงใส่ไม่ได้ หรือคลำหน้าท้องแล้วรู้สึกว่าแน่นตึงเหมือนมีน้ำอยู่ข้างใน
- น้ำหนักตัวเพิ่มขึ้นรวดเร็ว: ทั้งที่ลูกกินอาหารได้น้อยลงหรือแทบไม่กินเลย แต่น้ำหนักกลับพุ่งสูงขึ้นอย่างผิดสังเกต ซึ่งเกิดจากน้ำที่รั่วมาค้างอยู่ในช่องท้องนั่นเอง
- อาการบวมตามตัว: อาจพบหนังตาบวม ใบหน้าอูมขึ้น หรือเท้ากดบุ๋มร่วมด้วย
- หายใจเหนื่อยหอบ: เมื่อน้ำในช่องท้องมีปริมาณมากจนไปดันกระบังลม ทำให้เด็กหายใจได้ไม่เต็มอิ่ม หายใจเร็ว หรือซี่โครงบุ๋มเวลาหายใจ
วิธีรักษาจากคุณหมอและการดูแลลูกน้อยในช่วงวิกฤต
เมื่อเด็กเข้าสู่ภาวะการรั่วของพลาสมาและการเกิดช่องท้องมีน้ำในเด็ก สิ่งสำคัญที่สุดคือการดูแลอย่างใกล้ชิดในโรงพยาบาลภายใต้การดูแลของแพทย์และพยาบาลอย่างเข้มงวด
- การให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำอย่างแม่นยำ: แพทย์ต้องคำนวณปริมาณสารน้ำที่ให้เข้าสู่ร่างกายอย่างพอดี หากให้น้อยเกินไปความดันโลหิตจะตกจนช็อก แต่ถ้าให้มากเกินไป น้ำก็จะยิ่งรั่วออกมาชุมอยู่ในช่องท้องและปอดมากขึ้นไปอีก
- การให้สารน้ำประเภทโปรตีนหรือพลาสมาทดแทน: เพื่อช่วยดึงน้ำกลับเข้าสู่หลอดเลือดและรักษาความดันโลหิตให้อยู่ในเกณฑ์ปกติ
- การติดตามสัญญาณชีพและตรวจเลือดซ้ำ: เพื่อประเมินความเข้มข้นของเลือดและการทำงานของอวัยวะภายในอย่างต่อเนื่อง
คำแนะนำสำหรับพ่อแม่ในการสังเกตอาการหลังจากกลับมาพักฟื้นที่บ้าน
หลังจากที่แพทย์อนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว ช่วงระยะเวลาเปลี่ยนผ่านนี้ยังคงต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะร่างกายของเด็กยังต้องการเวลาในการซ่อมแซมผนังหลอดเลือดให้กลับมาแข็งแรงสมบูรณ์ดังเดิม
คุณพ่อคุณแม่ควรจัดเตรียมสิ่งแวดล้อมให้ลูกได้พักผ่อนอย่างเต็มที่ งดกิจกรรมที่ต้องออกแรงวิ่งเล่นหนักๆ ชั่วคราว สังเกตปริมาณปัสสาวะของลูกในแต่ละวันว่ายังขับถ่ายเป็นปกติหรือไม่ และหากพบว่าลูกมีอาการซึมลง ปวดท้องรุนแรง หายใจลำบาก หรือตัวเย็นชื้น ควรรีบพามาพบแพทย์ที่โรงพยาบาลทันทีก่อนที่อาการจะทรุดหนักลงอีกครั้ง