ทำไมการโดนแกล้งซ้ำๆ ถึงส่งผลต่อสมองและจิตใจได้มากกว่าที่คิด
หลายครั้งที่คนไข้เดินเข้ามาหาหมอด้วยอาการนอนไม่หลับ วิตกกังวล หรือรู้สึกหมดพลังอย่างไม่มีสาเหตุ แต่พอได้นั่งคุยกันอย่างลึกซึ้ง หมอมักจะพบว่าต้นตอที่แท้จริงซ่อนอยู่ในอดีตหรือสิ่งที่ต้องเจออยู่ทุกวัน นั่นคือ ภาวะซึมเศร้าจากการถูกแกล้งเป็น ประจำ ความเจ็บปวดจากการถูกคำพูดโจมตี การล้อเลียน หรือการถูกกีดกันออกจากกลุ่ม ไม่ใช่แค่เรื่องเล่นๆ ของเด็ก หรือเรื่องที่ผู้ใหญ่ควรหลบเลี่ยงได้ แต่มันคือการสร้างความย้ำช้ำทางจิตใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า
ในทางแพทย์ การถูกแกล้งหรือลวนลามทางคำพูดและพฤติกรรมอย่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้ร่างกายหลั่งฮอร์โมนความเครียดอย่างคอร์ติซอล (Cortisol) ออกมาตลอดเวลา เมื่อสมองส่วนควบคุมความกลัวทำงานหนักเกินไป แต่สมองส่วนการอารมณ์และการตัดสินใจถูกลดบทบาทลง จะทำให้โครงสร้างการทำงานของสมองเปลี่ยนแปลงไป จนนำไปสู่ภาวะซึมเศร้า ความรู้สึกไร้ค่า และความรู้สึกว่าโลกนี้ไม่มีพื้นที่ที่ปลอดภัยสำหรับตัวเอง
สัญญาณเตือนแบบไหน ที่บอกว่าความรู้สึกแย่เริ่มกลายเป็นภาวะซึมเศร้า
การถูกกลั่นแกล้งอาจจะเกิดขึ้นแค่บางช่วงเวลา แต่บาดแผลที่เกิดขึ้นมักจะติดตัวเราไปตลอด ลองสังเกตตัวเองหรือคนที่รักดูว่า กำลังมีสัญญาณเหล่านี้ที่บ่งบอกถึง ภาวะซึมเศร้าจากการถูกแกล้งเป็น ระยะเวลานานหรือไม่
- รู้สึกไม่อยากตื่นไปเจอใคร: ไม่อยากไปโรงเรียน ไม่อยากไปทำงาน หรือกลัวการเข้าสังคมอย่างรุนแรง
- อารมณ์ดิ่งลงอย่างต่อเนื่อง: รู้สึกสิ้นหวัง ไร้ค่า มองไม่เห็นอนาคต และรู้สึกว่าตัวเองเป็นต้นเหตุของปัญหาทั้งหมด
- พฤติกรรมการนอนและการกินเปลี่ยนไป: นอนไม่หลับ ฝันร้ายเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่ถูกแกล้ง หรือนอนมากเกินไป รวมถึงกินไม่ได้หรือกินประชดอารมณ์
- วิตกกังวลตลอดเวลา: สะดุ้งผวาได้ง่าย ระแวงสายตาและคำพูดของคนรอบข้าง แม้จะเป็นคนที่ไม่รู้จักกันก็ตาม
- เริ่มแยกตัวออกจากคนที่รัก: ไม่พูดคุยกับครอบครัวหรือเพื่อนที่หวังดี เพราะรู้สึกว่าไม่มีใครเข้าใจ หรือกลัวว่าตัวเองจะเป็นภาระ
ไม่ใช่แค่เรื่องของเด็ก: การถูกกลั่นแกล้งในวัยทำงานและโลกออนไลน์
หลายคนมักเข้าใจผิดว่าการถูกแกล้งเกิดขึ้นเฉพาะในกลุ่มเด็กนักเรียน แต่หมออยากบอกว่าในชีวิตผู้ใหญ่ การถูกแกล้งในที่ทำงาน (Workplace Bullying) หรือการถูกรังแกบนโลกออนไลน์ (Cyberbullying) ก่อให้เกิดภาวะซึมเศร้าได้รุนแรงไม่แพ้กัน
การถูกจงใจกีดกันในการทำงาน การแซวเรื่องรูปร่างหน้าตา การปล่อยข่าวลือเสียหาย หรือการถูกทัวร์ลงบนโซเชียลมีเดีย สิ่งเหล่านี้คือการทำลายความมั่นใจและคุณค่าในตัวเองอย่างช้าๆ การถูกกระทำซ้ำๆ จะทำให้เหยื่อเกิดภาวะสิ้นหวังถดถอย (Learned Helplessness) คือรู้สึกว่าไม่ว่าจะพยายามตอบโต้หรือหนียังไงก็ไม่มีวันพ้น จนในที่สุดก็ยอมจำนนและจมลงสู่ความซึมเศร้าอย่างถอนตัวไม่ขึ้น
วิธีฮีลใจและดึงตัวเองกลับมา เมื่อต้องเผชิญหน้ากับบาดแผลจากการถูกแกล้ง
การรักษาภาวะซึมเศร้าประเภทนี้ ต้องอาศัยทั้งเวลา การปรับความคิด และที่สำคัญที่สุดคือ ความเมตตาต่อตนเอง หมอมีแนวทางการฟื้นฟูจิตใจที่อยากให้ลองนำไปใช้
- ตระหนักรู้ว่าไม่ใช่ความผิดของคุณ: สิ่งแรกที่ต้องทำคือหยุดโทษตัวเอง คนที่แกล้งคนอื่นมักมีปัญหาในการจัดการอารมณ์หรือปมภายในของเขาเอง ไม่ใช่เพราะคุณสมควรได้รับสิ่งนั้น
- สร้างขอบเขตที่ปลอดภัย: หากเป็นไปได้ ให้ตัดขาดหรือเว้นระยะห่างจากคนที่ทำร้ายจิตใจ บล็อกช่องทางออนไลน์ หรือแจ้งผู้มีอำนาจในองค์กรจัดการอย่างจริงจัง
- ระบายความรู้สึกกับคนที่ไว้ใจได้: อย่าเก็บความเจ็บปวดไว้คนเดียว การได้เล่าให้เพื่อนที่รับฟังอย่างไม่ตัดสิน หรือครอบครัวฟัง จะช่วยลดน้ำหนักความเครียดในใจลงได้มาก
- ฝึกจิตบำบัดด้วยการปรับความคิด (CBT): เรียนรู้ที่จะโต้ตอบความคิดลบในหัว เช่น เมื่อความคิดบอกว่า "เรามันแย่" ให้เตือนตัวเองด้วยความจริงว่า "เรามีคุณค่า และคำพูดของคนอื่นไม่ได้นิยามตัวเรา"
อาการแบบไหนที่ควรรีบมาพบหมอหรือผู้เชี่ยวชาญทันที
บาดแผลทางใจก็เหมือนบาดแผลทางกาย หากปล่อยทิ้งไว้โดยไม่ได้รับการรักษาที่ถูกต้อง แผลอาจติดเชื้อและอักเสบรุนแรงขึ้นได้ หากเริ่มรู้สึกว่าความทุกข์ใจนี้กระทบกับการใช้ชีวิตประจำวัน จนไม่สามารถทำงานหรือเรียนได้ตามปกติ มีความคิดอยากทำร้ายตัวเอง หรือรู้สึกว่าไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกต่อไป
หมอขอแนะนำให้มาพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเพื่อเข้ารับการประเมิน การรักษาในปัจจุบันมีทั้งการทำจิตบำบัดเพื่อปลดล็อกปมในอดีต และการใช้ยาปรับสารเคมีในสมองเพื่อช่วยให้อารมณ์คงที่และนอนหลับได้ดีขึ้น การมาพบหมอไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่คือความกล้าหาญในการเลือกที่จะดูแลและปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดที่ไม่ได้เป็นคนก่อ