รู้สึกไม่ดีกับตัวเองเลยใช่ไหม? มาทำความเข้าใจภาวะความภาคภูมิใจในตนเองต่ำกัน
เวลาที่เดินผ่านกระจกแล้วรู้สึกไม่ชอบหน้าตัวเอง หรือเวลาที่ทำอะไรผิดพลาดนิดหน่อยแล้วเกลียดตัวเองไปทั้งวัน อาการเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องแปลกประหลาด และไม่ได้เกิดขึ้นกับคุณแค่คนเดียว ในห้องตรวจ ผมมักจะเจอคนไข้ที่ภายนอกดูประสบความสำเร็จ มีหน้าที่การงานที่ดี แต่ข้างในกลับมีความรู้สึกว่าตัวเองไม่มีค่าซ่อนอยู่ ซึ่งในทางการแพทย์เราเรียกสิ่งนี้ว่า ภาวะความภาคภูมิใจในตนเองต่ำ หรือที่หลายคนคุ้นเคยกันในชื่อ Low Self-Esteem
ความรู้สึกแบบนี้มันกัดกินพลังชีวิตเราไปทีละน้อย ทำให้เราไม่กล้าคว้าโอกาสใหม่ๆ กลัวการโดนปฏิเสธ และที่แย่ที่สุดคือเรามักจะเอาตัวเองไปเปรียบเทียบกับคนอื่นบนโลกออนไลน์ จนลืมไปว่าคุณค่าของคนเราไม่ได้วัดกันที่ความสมบูรณ์แบบ
สัญญาณเตือนแบบไหนที่บอกว่าเรากำลังใจร้ายกับตัวเองเกินไป
หลายคนไม่รู้ตัวด้วยซ้ำว่ากำลังเผชิญกับภาวะนี้อยู่ เพราะมันกลายเป็นความคุ้นเคยในการใช้ชีวิตไปแล้ว ลองเช็กลึกๆ ดูว่าเรามีพฤติกรรมเหล่านี้บ่อยแค่ไหน
- ชอบพูดด้อยค่าตัวเอง เช่น ฉันมันโง่ ฉันทำอะไรก็ไม่เคยสำเร็จ
- เวลามีใครชม มักจะไม่เชื่อและคิดว่าเขากำลังประชด หรือพูดเอาใจ
- กลัวการทำอะไรผิดพลาดจนไม่กล้าเริ่มทำอะไรใหม่ๆ
- มักจะโทษตัวเองก่อนเสมอเมื่อเกิดปัญหา ทั้งที่บางทีไม่ใช่ความผิดของเราเลย
- รู้สึกเหนื่อยล้าทางจิตใจตลอดเวลาจากการพยายามทำตัวให้ดีพอในสายตาคนอื่น
จุดเริ่มต้นของแผลใจ: ทำไมเราถึงมีความรู้สึกไม่มั่น and ไม่ภูมิใจในตัวเอง
อาการเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นลอยๆ แต่มักจะมีรากเหง้ามาจากประสบการณ์ในอดีตที่สั่งสมมานาน บางคนเติบโตมาในครอบครัวที่คาดหวังสูง ทำดีแค่ไหนก็ไม่เคยได้รับคำชม บางคนเคยเจอเหตุการณ์ถูกบูลลี่ในวัยเรียน หรือแม้แต่การต้องเผชิญกับความล้มเหลวครั้งใหญ่ในชีวิตที่ทำให้ความมั่นใจพังทลายลง
เมื่อสมองได้รับข้อความเชิงลบซ้ำๆ ตั้งแต่เด็ก ระบบความคิดของเราจะถูกเซ็ตติ้งให้มองโลกและมองตัวเองในแง่ลบโดยอัตโนมัติ มันเหมือนกับเราใส่แว่นตาสีเทาทึบมองตัวเอง ทำให้ไม่ว่าจะมองมุมไหนก็เห็นแต่ข้อบกพร่อง
วิธีโอบกอดตัวเองและสร้างความภูมิใจขึ้นมาใหม่ทีละนิด
การรักษาภาวะความภาคภูมิใจในตนเองต่ำไม่ใช่เรื่องของการเสกคาถาให้รักตัวเองได้ในชั่วข้ามคืน แต่มันคือการฝึกฝนและปรับมุมมองทีละเล็กทีละน้อยเหมือนกับการออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อใจ
หยุดเป็นผู้พิพากษาคอยตัดสินตัวเอง
ทุกครั้งที่เราทำพลาด เสียงในหัวมักจะซ้ำเติม ลองเปลี่ยนจากการต่อว่าตัวเองมาเป็นการคุยกับตัวเองเหมือนเวลาพูดกับเพื่อนสนิทที่กำลังเสียใจ หากเพื่อนทำพลาด เราคงไม่บอกว่าเขาโง่ แต่เราจะบอกว่าไม่เป็นไร เอาใหม่ได้ ลองใช้ความเมตตานี้กับตัวเองดูบ้าง
เลิกเอาชีวิตเราไปเทียบกับไฮไลท์ชีวิตคนอื่น
จำไว้เสมอว่าสิ่งที่เราเห็นบนโซเชียลมีเดียคือเบื้องหลังความสำเร็จที่ผ่านการคัดเลือกมาแล้ว การเอาความธรรมดาในวันแย่ๆ ของเราไปเทียบกับความสุขที่สุดยอดของคนอื่น มีแต่จะทำให้เราเจ็บปวดเปล่าๆ
หัดชื่นชมความสำเร็จเล็กๆ ในแต่ละวัน
ไม่ต้องรอให้ได้รางวัลชีวิตชิ้นใหญ่ แค่ตื่นมาแล้วลุกขึ้นอาบน้ำแต่งตัวได้ หรือเคลียร์งานที่คั่งค้างเสร็จไปหนึ่งอย่าง นั่นก็คือความสำเร็จแล้ว ลองจดบันทึกสิ่งเล็กๆ ที่เราทำได้ดีในแต่ละวัน เพื่อเตือนความจำตัวเองว่าเราก็มีดีไม่แพ้ใคร
เมื่อไหร่ควรพึ่งพาจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยา
ถ้าลองปรับความคิดด้วยตัวเองแล้วรู้สึกว่าไม่ไหว ความรู้สึกเกลียดตัวเองยังคงรุนแรงจนเริ่มกระทบกับการทำงาน การนอนหลับ หรือมีความคิดทำร้ายตัวเอง การเดินเข้ามาคุยกับผู้เชี่ยวชาญไม่ใช่เรื่องน่าอายเลยครับ การพบจิตแพทย์หรือนักจิตวิทยาเปรียบเสมือนการมีกระจกเงาที่สะอาด ช่วยสะท้อนให้เราเห็นแผลใจและช่วยกันหายาสมานแผลที่ถูกต้อง เพื่อให้เรากลับมารักและภูมิใจในตัวเองได้อีกครั้ง