เวลาที่แนะนำให้ลูกสาวหรือตัวเองมารับวัคซีนป้องกันไวรัสเอชพีวีที่ห้องตรวจ หลายคนมักจะตั้งคำถามด้วยความสงสัยว่า ไวรัสตัวนี้คืออะไร ทำไมถึงน่ากลัวขนาดต้องฉีดวัคซีนป้องกัน และถ้าโตเป็นผู้ใหญ่แล้วยังจำเป็นต้องฉีดใหม่อยู่หรือเปล่า หมออยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันแบบสบายๆ เหมือนพี่น้องคุยกัน เพื่อที่เราจะได้ดูแลตัวเองและคนที่เรารักได้อย่างมั่นใจที่สุด
ไวรัสเอชพีวีคืออะไร ทำไมถึงอันตรายกว่าที่คิด
ไวรัสเอชพีวี หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า HPV (Human Papillomavirus) เป็นเชื้อไวรัสกลุ่มใหญ่ที่มีมากกว่าร้อยสายพันธุ์ แต่มีอยู่ไม่กี่สายพันธุ์ที่เป็นตัวการร้ายทำลายสุขภาพ โดยเฉพาะสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกในผู้หญิง รวมถึงสายพันธุ์ 6 และ 11 ที่ทำให้เกิดโรคหูดหุ่นไก่ที่ทั้งเจ็บทั้งรักษาหายยาก
ความน่ากลัวของเชื้อตัวนี้คือ มันติดต่อกันได้ง่ายมากผ่านการสัมผัสทางผิวหนังและการมีเพศสัมพันธ์ โดยที่เราอาจไม่รู้ตัวเลยว่าได้รับเชื้อมาแล้ว เพราะส่วนใหญ่เชื้อจะแอบซ่อนอยู่ในร่างกายโดยไม่แสดงอาการอะไรเลยเป็นเวลาหลายปี จนกระทั่งวันหนึ่งเซลล์บริเวณนั้นเกิดการอักเสบเรื้อรังและกลายพันธุ์กลายเป็นมะเร็งในที่สุด
ฉีดวัคซีนป้องกันเอชพีวีตอนไหนดีที่สุดเพื่อให้ได้ผลคุ้มค่าที่สุด
คำถามยอดฮิตในคลินิกคือ อายุเท่าไหร่ถึงจะฉีดได้ คำตอบจากหมอคือ ยิ่งฉีดยาเร็วตอนที่ยังไม่เคยมีเพศสัมพันธ์ ร่างกายยิ่งสร้างภูมิคุ้มกันได้ดีเยี่ยม ช่วงอายุที่เหมาะสมที่สุดคือเด็กผู้หญิงและเด็กผู้ชายช่วงอายุ 11 ถึง 15 ปี เพราะเป็นวัยที่ระบบภูมิคุ้มกันตอบสนองต่อวัคซีนได้ดีมากและยังไม่เคยได้รับเชื้อมาก่อน
แต่ถ้าอายุเกินช่วงนี้ไปแล้ว เช่น อยู่ในวัยทำงานอายุ 20 หรือ 30 ปี ก็ยังสามารถฉีดได้แน่นอนครับ เพียงแต่อาจจะเคยสัมผัสเชื้อบางสายพันธุ์มาบ้างแล้ว วัคซีนจึงทำหน้าที่ช่วยป้องกันสายพันธุ์อื่นๆ ที่ยังไม่เคยได้รับ ช่วยลดโอกาสการติดเชื้อซ้ำซ้อนและป้องกันโรคได้อย่างมีประสิทธิภาพเช่นกัน
ผู้ชายจำเป็นต้องฉีดวัคซีนตัวนี้ด้วยไหม
หลายคนยังเข้าใจผิดว่าวัคซีนเอชพีวีเป็นเรื่องของผู้หญิงเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงผู้ชายก็มีความจำเป็นต้องฉีดไม่แพ้กันเลย เนื่องจากผู้ชายเป็นพาหะนำโรคที่สำคัญ และเชื้อเอชพีวีไม่ได้ก่อให้เกิดแค่มะเร็งปากมดลูกเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงกับมะเร็งอวัยวะเพศ มะเร็งทวารหนัก และมะเร็งในช่องปากและลำคอด้วย การที่ผู้ชายมารับวัคซีนจึงเป็นการปกป้องทั้งตัวเองและลดความเสี่ยงในการแพร่เชื้อให้คู่รักไปพร้อมกัน
ทางเลือกของชนิดวัคซีนที่มีให้เลือกในปัจจุบัน
ในปัจจุบัน วัคซีนป้องกันเอชพีวีที่เราใช้กันมีหลักๆ อยู่ 2 ชนิดที่หมอมักจะแนะนำให้คนไข้พิจารณาตามความเหมาะสมของช่วงอายุและงบประมาณ
- ชนิด 2 สายพันธุ์: เน้นป้องกันสายพันธุ์ 16 และ 18 ซึ่งเป็นต้นเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูก เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเน้นป้องกันมะเร็งปากมดลูกโดยเฉพาะ
- ชนิด 9 สายพันธุ์: เป็นเทคโนโลยีใหม่ล่าสุดที่ครอบคลุมการป้องกันกว้างขึ้นมาก ทั้งป้องกันมะเร็งปากมดลูก มะเร็งช่องคลอด มะเร็งทวารหนัก และโรคหูดหูดหงอนไก่ เหมาะกับผู้ที่ต้องการความครอบคลุมในการป้องกันที่มากกว่า
ผลข้างเคียงที่อาจเกิดขึ้นหลังฉีดและวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้น
หลังจากรับวัคซีนเรียบร้อยแล้ว อาการข้างเคียงที่พบได้บ่อยและไม่ต้องตกใจคือ อาการปวด บวม แดง บริเวณต้นแขนที่ฉีด บางคนอาจมีไข้ต่ำๆ ปวดศีรษะ หรือรู้สึกอ่อนเพลียเล็กน้อย ซึ่งอาการเหล่านี้มักจะหายไปได้เองภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมง วิธีดูแลตัวเองง่ายๆ คือใช้น้ำอุ่นประคบเบาๆ ที่แขน ขยับแขนบ่อยๆ เพื่อให้ยาละลาย และพักผ่อนให้เพียงพอ หากมีไข้สามารถกินยาพาราเซตามอลบรรเทาอาการได้ตามน้ำหนักตัว
แม้ว่าการฉีดวัคซีนจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดโรคลงไปได้มากถึงหลักเกณฑ์ความปลอดภัยระดับสูง แต่หมอยังอยากย้ำเตือนเสมอว่า วัคซีนไม่สามารถป้องกันได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ ผู้หญิงทุกคนจึงยังคงต้องเข้ารับการตรวจคัดกรองมะเร็งปากมดลูก หรือที่เรียกกันว่าแปปสมียร์ หรือตรวจหาเชื้อเอชพีวีซ้ำอย่างสม่ำเสมอตามคำแนะนำของแพทย์ เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่แข็งแรงในระยะยาว