ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เวลาที่ลูกรักตัวร้อนจี๋ ไข้ขึ้นสูง คนเป็นพ่อเป็นแม่ย่อมรู้สึกกระวนกระวายใจและเป็นกังวล สิ่งที่หมอมักจะเน้นย้ำกับคุณพ่อคุณแม่เสมอเมื่อเด็กๆ มีไข้ ไม่ใช่แค่เรื่องของตัวเลขบนเครื่องวัดอุณหภูมิเพียงอย่างเดียว แต่สิ่งสำคัญที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดคือ "ภาวะขาดน้ำ" ซึ่งเป็นอันตรายเงียบที่เกิดขึ้นได้รวดเร็วมากในเด็กเล็ก โดยเฉพาะทารกวัยแรกเกิดถึงหนึ่งขวบปีแรก

เนื่องจากร่างกายของเด็กเล็กมีสัดส่วนของน้ำมากกว่าผู้ใหญ่ แต่ในขณะเดียวกันก็สูญเสียน้ำได้ง่ายกว่ามาก เมื่อมีไข้สูง ร่างกายจะเร่งระบายความร้อนออกทางลมหายใจและการระเหยของเหงื่อ ทำให้เสียน้ำไปโดยไม่รู้ตัว ประกอบกับอาการครั่นเนื้อครั่นตัวที่ทำให้ทารกไม่อยากดูดนมหรือดื่มน้ำ ยิ่งทำให้สถานการณ์แย่ลงอย่างรวดเร็ว หมอจึงอยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่อง **การประเมินภาวะขาดน้ำในทารกที่ม**ีไข้สูง เพื่อให้คุณพ่อคุณแม่สามารถสังเกตอาการได้อย่างทันท่วงทีและดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกวิธี

ทำไมเวลาลูกตัวร้อนจี๋ ถึงเสี่ยงต่อการขาดน้ำได้ง่ายกว่าผู้ใหญ่?

กลไกตามธรรมชาติของร่างกายมนุษย์เมื่อมีไข้ คือการเพิ่มอุณหภูมิเพื่อต่อสู้กับเชื้อโรค กระบวนการนี้ทำให้ระบบเผาผลาญทำงานหนักขึ้น อัตราการหายใจจะเร็วขึ้น ซึ่งทุกครั้งที่ลูกหายใจเข้าออกเร็วๆ ร่างกายจะสูญเสียละอองน้ำออกไปตลอดเวลา ยิ่งไข้สูงเท่าใด การสูญเสียน้ำทางลมหายใจและผิวหนังก็ยิ่งมากขึ้นเท่านั้น

นอกจากนี้ ทารกยังไม่สามารถบอกความต้องการของตัวเองได้ว่า "หิวน้ำ" เหมือนเด็กโต ประกอบกับอาการเจ็บคอหรือความรู้สึกไม่สบายตัว ทำให้ทารกมักจะปฏิเสธการดูดนม แม่นมที่เคยทานได้ตามปกติอาจจะลดลงเหลือเพียงครึ่งเดียว หรือไม่ยอมทานเลย ปัจจัยเหล่านี้จึงเป็นสาเหตุร่วมที่ทำให้ทารกเกิดภาวะขาดน้ำได้อย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่ชั่วโมง

5 จุดสังเกตง่ายๆ เช็กอย่างไรว่าลูกน้อยกำลังขาดน้ำ

การประเมินอาการขาดน้ำในทารกไม่ได้ยากอย่างที่คิด คุณพ่อคุณแม่สามารถตรวจเช็กสภาพร่างกายของลูกเบื้องต้นได้ด้วยตัวเองผ่าน 5 จุดสังเกตสำคัญ ดังนี้

1. สังเกตจากความเปียกชื้นของผ้าอ้อม

นี่คือดัชนีชี้วัดที่ชัดเจนที่สุด ในสภาวะปกติ ทารกควรจะปัสสาวะอย่างน้อยทุกๆ 3-4 ชั่วโมง หรือมีผ้าอ้อมเปียกอย่างน้อย 6 ผืนต่อวัน หากพบว่าผ้าอ้อมของลูกแห้งสนิทนานกว่า 6 ชั่วโมง หรือเมื่อปัสสาวะออกมาแล้วพบว่ามีสีเหลืองเข้มจัด มีกลิ่นฉุน หรือมีคราบตะกอนสีส้มอิฐติดผ้าอ้อม (เกิดจากปัสสาวะเข้มข้นจนตกผลึกยูเรต) นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าร่างกายของลูกกำลังขาดน้ำอย่างแน่นอน

2. ดูที่ริมฝีปากและผิวสัมผัส

ให้สังเกตบริเวณริมฝีปากและภายในช่องปากของลูก ทารกที่แข็งแรงดีจะมีริมฝีปากที่ชุ่มชื้นและมีน้ำลายไหลเวียนดี แต่หากริมฝีปากแห้ง แตก หรือเมื่อเปิดดูในปากแล้วพบว่าลิ้นแห้ง ผนังกระพุ้งแก้มไม่มีความชุ่มชื้น น้ำลายเหนียวหนืด แสดงว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำในระดับปานกลางแล้ว

3. สังเกตดวงตาและกระหม่อม

ดวงตาของทารกที่ขาดน้ำจะดูอ่อนล้า ลึกลงไปในเบ้าตาหรือที่เรียกว่าตาโหล นอกจากนี้สำหรับทารกที่อายุยังไม่ถึงหนึ่งขวบปี ซึ่งกระหม่อมหน้ายังไม่ปิดสนิท ให้ลองใช้นิ้วมือลูบเบาๆ บริเวณกระหม่อมหน้า หากรู้สึกว่ากระหม่อมมีลักษณะบุ๋มลึกลงไปมากกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด นี่คือสัญญาณของการสูญเสียน้ำในร่างกายในปริมาณมาก

4. สังเกตจากน้ำตาเวลาลูกร้องไห้

เมื่อทารกมีไข้และรู้สึกไม่สบายตัว มักจะร้องไห้งอแงบ่อยครั้ง ให้คุณพ่อคุณแม่สังเกตว่า เวลาที่ลูกร้องไห้เสียงดังนั้นมีน้ำตาไหลออกมาหรือไม่ หากลูกร้องไห้จ้าแต่ไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลยแม้แต่หยดเดียว ประกอบกับตาดูแห้งผาก นั่นแสดงว่าร่างกายไม่มีน้ำเพียงพอที่จะสร้างน้ำตาแล้ว

5. พฤติกรรมและระดับความซึม

ทารกที่ขาดน้ำในระยะแรกอาจจะมีอาการงอแง ร้องกวน กระสับกระส่าย แต่หากอาการเริ่มรุนแรงขึ้น ลูกจะเริ่มซึมลง นอนซม ปลุกตื่นยาก ดูหมดแรง ไม่เล่น ไม่สบตา และไม่มีแรงแม้กระทั่งจะดูดนม

อาการแบบไหนที่อันตรายรุนแรง ต้องรีบพาลูกส่งโรงพยาบาลทันที

หากคุณพ่อคุณแม่ประเมินแล้วพบว่าลูกมีอาการดังต่อไปนี้ ถือเป็นภาวะฉุกเฉินทางการแพทย์ที่ไม่ควรรอช้าเด็ดขาด ต้องรีบนำส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที

  • ลูกซึมมาก นอนนิ่ง ปลุกกระตุ้นแล้วไม่ค่อยตอบสนอง หรือดูหมดสติ
  • ผิวหนังเหี่ยวแห้ง เมื่อลองใช้สองนิ้วหยิกผิวหนังบริเวณหน้าท้องขึ้นมาเบาๆ แล้วปล่อย ผิวหนังไม่คืนตัวกลับไปในทันที แต่ยังคงค้างเป็นรอยจีบหรือคืนตัวช้ามาก (Delayed Skin Turgor)
  • มือและเท้ามีลักษณะเย็นจัด ผิวดูซีดหรือมีลายตาข่ายขึ้นตามผิวหนัง
  • หายใจหอบเร็วและลึกผิดปกติ
  • ไม่มีปัสสาวะออกเลยนานเกิน 8 ชั่วโมง

วิธีดูแลเบื้องต้นเมื่อลูกมีไข้ เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำ

สิ่งสำคัญที่สุดคือการป้องกันไม่ให้เข้าสู่ภาวะขาดน้ำตั้งแต่เนิ่นๆ โดยสามารถปฏิบัติตามแนวทางต่อไปนี้

  • ป้อนนมทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง: หากลูกไม่อยากดูดนมมื้อใหญ่ อย่าฝืนบังคับ ให้เปลี่ยนเป็น การแบ่งป้อนนมแม่หรือนมชงในปริมาณน้อยๆ เช่น ครั้งละ 1-2 ออนซ์ แต่ป้อนบ่อยๆ ทุกๆ 1-2 ชั่วโมงแทน
  • ใช้ช้อนตักป้อนหรือไซริงค์: ในกรณีที่ลูกไม่ยอมดูดขวดหรือดูดเต้า การใช้ไซริงค์ค่อยๆ หยอดน้ำนมเข้าทางกระพุ้งแก้มทีละน้อยจะช่วยให้ลูกกลืนได้ง่ายขึ้นและไม่สำลัก
  • ให้สารละลายเกลือแร่สำหรับเด็ก (ORS): หากทารกมีอาการอาเจียนหรือถ่ายเหลวร่วมด้วย และมีอายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป สามารถให้จิบน้ำยาเกลือแร่สำหรับเด็กทีละน้อยได้ แต่ไม่ควรผสมเกลือแร่กับนม และหลีกเลี่ยงการให้ดื่มน้ำเปล่าในปริมาณมากเกินไปในทารกเล็ก เพราะอาจทำให้สมดุลเกลือแร่ในเลือดผิดปกติ
  • เช็ดตัวลดไข้อย่างถูกวิธี: ใช้ผ้าชุบน้ำอุ่นหรือน้ำอุณหภูมิห้องบิดหมาด เช็ดตัวย้อนทิศทางการไหลของรูขุมขนเพื่อระบายความร้อน วิธีนี้จะช่วยให้อุณหภูมิร่างกายลดลง ทำให้ลูกสบายตัวขึ้นและยอมทานนมได้มากขึ้น

การดูแลลูกน้อยยามเจ็บป่วยเป็นงานที่ต้องใช้ความอดทนและความละเอียดอ่อนสูงมาก หมออยากแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่คอยจดบันทึกเวลาที่ลูกปัสสาวะ ปริมาณนมที่ทานได้ และอุณหภูมิร่างกายไว้เสมอ ข้อมูลเหล่านี้จะมีประโยชน์อย่างยิ่งหากต้องนำลูกไปพบแพทย์ การประเมินสถานการณ์อย่างรวดเร็วและถูกต้องจะช่วยป้องกันอันตรายร้ายแรงจากภาวะขาดน้ำ และช่วยให้ลูกน้อยกลับมาแข็งแรงสดใสได้เร็วขึ้น

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down