กลางดึกคืนหนึ่ง เสียงโทรศัพท์ของคลินิกดังขึ้น ปลายสายเป็นคุณแม่มือใหม่ที่น้ำเสียงสั่นเครือด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด ลูกน้อยวัย 8 เดือนของเธอมีไข้สูงเฉียบพลัน ตัวร้อนจี๋ และเริ่มไม่ยอมดูดนม สิ่งที่คุณแม่กังวลไม่ใช่แค่เรื่องตัวร้อน แต่คือความกลัวว่าลูกจะช็อกจากการขาดน้ำ
หมอเข้าใจดีว่า เวลาที่ลูกรักเจ็บป่วย โดยเฉพาะทารกวัยแรกเกิดจนถึงขวบปีแรกที่ยังพูดบอกความรู้สึกไม่ได้ ความกังวลของคนเป็นพ่อแม่จะทวีคูณเป็นร้อยเท่า ยิ่งเวลาที่มีไข้สูง ร่างกายของเด็กเล็กจะสูญเสียน้ำได้รวดเร็วมากจนน่าตกใจ การประเมินภาวะขาดน้ำในทารกที่มีไข้สูงจึงเป็นทักษะสำคัญที่คุณพ่อคุณแม่ทุกคนต้องเรียนรู้และสังเกตให้เป็น เพื่อที่จะได้รับการดูแลอย่างทันท่วงทีและป้องกันอันตรายที่อาจเกิดขึ้น
ทำไมไข้สูงถึงทำให้เจ้าตัวเล็กสูญเสียน้ำได้รวดเร็วเหลือเกิน
ร่างกายของทารกนั้นมีสัดส่วนของน้ำสูงกว่าผู้ใหญ่มาก และระบบควบคุมอุณหภูมิร่างกายยังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ เมื่อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายตอบสนองต่อเชื้อโรคด้วยการสร้างไข้ อุณหภูมิที่สูงขึ้นจะส่งผลต่อร่างกายของลูกอย่างรวดเร็วผ่านกลไกเหล่านี้
- การระเหยของน้ำทางผิวหนังและการหายใจ: เมื่อตัวร้อนจัด ร่างกายจะพยายามระบายความร้อนออก ส่งผลให้เด็กหายใจเร็วขึ้น ซึ่งทุกครั้งที่หายใจออก น้ำในร่างกายจะระเหยออกไปด้วยเสมอ
- การสูญเสียน้ำจากเหงื่อ: ร่างกายพยายามขับเหงื่อเพื่อลดอุณหภูมิ ทำให้สูญเสียน้ำและเกลือแร่ไปโดยไม่รู้ตัว
- การปฏิเสธน้ำและนม: ทารกที่มีไข้สูงมักมีอาการเจ็บคอ อ่อนเพลีย หรือครั่นเนื้อครั่นตัว ทำให้ไม่อยากดูดนมหรือจิบน้ำ ส่งผลให้ไม่มีน้ำใหม่เข้าไปทดแทนส่วนที่เสียไป
5 จุดสังเกตบนร่างกาย เช็กให้ชัวร์ว่าลูกกำลังขาดน้ำระดับไหน
การประเมินภาวะขาดน้ำในทารกที่มีไข้สูงไม่ได้ยากเกินความสามารถของคุณพ่อคุณแม่ หมอแนะนำให้ใช้หลักการสังเกตง่ายๆ 5 จุดสำคัญบนร่างกายของลูกดังต่อไปนี้
1. สังเกตความเปียกชื้นของผ้าอ้อม
นี่คือตัวชี้วัดที่ตรงไปตรงมาที่สุด โดยปกติแล้วทารกควรจะปัสสาวะทุกๆ 4-6 ชั่วโมง หากพบว่าผ้าอ้อมแห้งสนิทนานกว่า 6 ชั่วโมง หรือเมื่อปัสสาวะออกมาแล้วมีสีเหลืองเข้มจัด มีกลิ่นฉุน นั่นคือสัญญาณเตือนขั้นแรกที่บ่งบอกว่าร่างกายเริ่มขาดน้ำแล้ว
2. สังเกตริมฝีปากและช่องปาก
ลองเปิดริมฝีปากของลูกดู หากพบว่าริมฝีปากแห้ง แตก หรือภายในช่องปากและลิ้นดูแห้งผาก ไม่มีน้ำลายเยิ้มๆ เหมือนเวลาปกติ แสดงว่าน้ำในร่างกายลดลงในระดับที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด
3. ร้องไห้โยเยแต่ไม่มีน้ำตา
เวลาที่เด็กๆ ไม่สบาย มักจะร้องไห้งอแงเป็นธรรมดา แต่ให้สังเกตแววตาและใบหน้าของลูก หากลูกร้องไห้เสียงดังแต่กลับไม่มีน้ำตาไหลออกมาเลยแม้แต่หยดเดียว แสดงว่าต่อมน้ำตาขาดน้ำไปหล่อเลี้ยง ซึ่งเป็นสัญญาณของภาวะขาดน้ำระดับปานกลางถึงรุนแรง
4. สังเกตบริเวณกระหม่อมหน้า
สำหรับทารกที่อายุน้อยกว่า 1 ปี กระหม่อมด้านหน้าจะยังไม่ปิดสนิท ในเวลาปกติบริเวณนี้จะเรียบราบไปกับศีรษะ แต่ถ้าหากลูกมีภาวะขาดน้ำ คุณพ่อคุณแม่จะสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่ากระหม่อมหน้ามีลักษณะบุ๋มลึกลงไปเป็นแอ่ง
5. ตรวจสอบความยืดหยุ่นของผิวหนัง
หมอแนะนำให้ใช้นิ้วชี้และนิ้วหัวแม่มือดึงผิวหนังบริเวณหน้าท้องของลูกขึ้นมาเบาๆ แล้วปล่อย ในเด็กที่มีร่างกายปกติ ผิวหนังจะเด้งกลับคืนสภาพเดิมทันที แต่ถ้าหากดึงแล้วผิวหนังคงรูปอยู่ชั่วครู่หรือค่อยๆ คืนตัวช้าๆ แสดงว่าผิวขาดความยืดหยุ่นเนื่องจากขาดน้ำรุนแรง
วิธีรับมือและดูแลลูกน้อยเมื่อเริ่มมีสัญญาณขาดน้ำ
หากประเมินแล้วพบว่าลูกมีภาวะขาดน้ำในระดับเริ่มต้น เช่น ยังพอเล่นได้ ปากแห้งเล็กน้อย ปัสสาวะลดลงเล็กน้อย คุณพ่อคุณแม่สามารถดูแลเบื้องต้นเพื่อประคับประคองอาการได้
- ให้กินนมแม่บ่อยขึ้น: นมแม่คือน้ำและสารอาหารที่ดีที่สุด หากลูกงอแงไม่ยอมดูดเต้า ให้พยายามปั๊มนมใส่ขวด หรือใช้ช้อนคันเล็กๆ ค่อยๆ ป้อนทีละนิดแต่บ่อยๆ
- ป้อนสารละลายเกลือแร่ (ORS): สำหรับทารกที่แพทย์แนะนำให้ทานได้ ให้ผสมผงเกลือแร่สำหรับเด็กกับน้ำต้มสุกตามสัดส่วนที่ระบุ แล้วใช้ไซริงค์ค่อยๆ หยอดเข้ามุมปากทีละ 1-2 มิลลิลิตร ทุกๆ 5-10 นาที เพื่อป้องกันการอาเจียนจากการดื่มเร็วเกินไป
- งดการให้น้ำเปล่าปริมาณมากในเด็กอายุต่ำกว่า 6 เดือน: เพราะอาจทำให้ระดับเกลือแร่ในร่างกายของทารกเจือจางจนเกิดอันตรายต่อระบบประสาทได้
สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต ที่ต้องพาไปพบแพทย์ด่วนที่สุด
หากพยายามป้อนน้ำหรือนมแล้ว แต่ลูกยังมีอาการแย่ลง หรือพบสัญญาณเตือนเหล่านี้ ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงเช้า
- ลูกซึมมาก ปลุกตื่นยาก ไม่สบตา หรือนอนนิ่งไม่ยอมขยับตัว
- ผิวหนังมีลักษณะเย็น ชื้น หรือดูซีดเผือด โดยเฉพาะบริเวณมือและเท้า
- หายใจหอบเร็วและลึกผิดปกติ
- ปัสสาวะไม่ออกเลยนานเกิน 8 ชั่วโมง
- ตาลึกโหล แก้มตอบ และกระหม่อมบุ๋มลึกชัดเจน
การประเมินภาวะขาดน้ำในทารกที่มีไข้สูงอย่างรวดเร็วและถูกต้อง จะช่วยป้องกันไม่ให้ลูกน้อยก้าวเข้าสู่ภาวะช็อกจากการขาดน้ำ ซึ่งเป็นอันตรายถึงชีวิต หมออยากเน้นย้ำว่าสัญชาตญาณของคนเป็นพ่อแม่นั้นแม่นยำเสมอ หากรู้สึกว่าลูกดูแปลกไป ซึมลง หรือดูแลเบื้องต้นแล้วไม่ดีขึ้น การพามาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียดคือทางเลือกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับเจ้าตัวเล็ก