เวลาที่คนไข้มาหาแล้วบ่นว่าแน่นหน้าอก หายใจมีเสียงหวีด หรือเหนื่อยหอบจนพูดเป็นประโยคยาวๆ ไม่ค่อยไหว หนึ่งในสิ่งที่เรามักจะนึกถึงเป็นอันดับแรกๆ ในห้องตรวจก็คือ การพ่นยาขยายหลอดลมครับ หลายคนอาจจะเคยสงสัยว่า ทำไมบางคนแค่ออมแรงไว้แล้วกินยาเม็ดถึงไม่หาย ทำไมหมอต้องหยิบเอาเครื่องพ่นยาหรือยาพ่นหลอดเล็กๆ มาให้ใช้เสมอเวลามีอาการกำเริบ
ในความเป็นจริงแล้ว การรักษาด้วยการพ่นยามีเหตุผลทางการแพทย์ที่จำเพาะเจาะจงมากครับ มันไม่ใช่แค่เรื่องของการทำให้หายใจโล่งขึ้นชั่วคราว แต่มีกลไกที่ออกแบบมาเพื่อช่วยเหลือผู้ป่วยในภาวะที่ทางเดินหายใจตีบแคบลงอย่างฉับพลัน วันนี้ผมอยากจะชวนมาคุยกันแบบเคลียร์ชัดถึงเรื่อง ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ในการพ่นยา กันครับ ว่าในมุมมองของแพทย์แล้ว เราตัดสินใจเลือกวิธีนี้ให้คนไข้จากอะไรบ้าง
สัญญาณเตือนแบบไหนที่ทำให้หมอต้องหยิบยาพ่นขึ้นมาใช้ทันที?
อาการหลักๆ ที่ทำให้แพทย์ต้องตัดสินใจใช้ยาพ่นขยายหลอดลม มักจะเกี่ยวข้องกับภาวะที่หลอดลมเกิดการหดเกร็งตัวอย่างรวดเร็ว หรือมีเสมหะเหนียวข้นไปอุด and บล็อกทางเดินหายใจส่วนล่าง ทำให้ลมหายใจเข้าและออกไหลผ่านได้ไม่สะดวก อาการเหล่านี้มักพบได้บ่อยในโรคหอบหืด (Asthma) หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) ที่กำเริบขึ้นมา
เมื่อคนไข้มาถึงโรงพยาบาลด้วยอาการหอบเหนื่อย เราจะดูที่ตัวชี้วัดสำคัญหลายอย่าง เช่น อัตราการหายใจที่เร็วผิดปกติ เสียงหายใจที่มีเสียงหวีดสูง (Wheezing) หรือผลตรวจวัดปริมาณออกซิเจนในเลือดที่ตกลงไป ภาวะเหล่านี้แหละครับที่เป็นตัวกำหนดชัดเจนว่า ร่างกายกำลังต้องการการขยายหลอดลมอย่างเร่งด่วน
ทำไมการพ่นยาถึงได้ผลเร็วกว่าการกินยาเม็ดหรือฉีดยาเข้ากล้ามเนื้อ?
คำถามคลาสสิกที่คนไข้ชอบถามคือ ทำไมไม่ให้กินยาไปซะเรื่องจบ? เหตุผลทางการแพทย์นั้นน่าสนใจมากครับ การพ่นยาทำให้ตัวยาเดินทางไปสัมผัสกับกล้ามเนื้อเรียบที่หุ้มรอบหลอดลมของเราได้โดยตรงผ่านทางการสูดดม
ลองนึกภาพตามนะครับว่า ถ้าเรากินยาเข้าไป ตัวยาจะต้องถูกดูดซึมผ่านกระเพาะอาหาร เข้าสู่กระแสเลือด แล้วค่อยไหลเวียนไปทั่วร่างกาย กว่าจะไปถึงปอดปริมาณยาอาจจะเจือจางลงไปมากแล้ว แถมยังมีโอกาสเกิดผลข้างเคียงกับอวัยวะอื่นๆ เช่น ใจสั่น หรือมือสั่น ได้ง่ายกว่า แต่การพ่นยาเปรียบเสมือนการส่งยาไปจัดการปัญหาที่หน้างานแบบตรงจุด ตัวยาออกฤทธิ์ได้ไวกว่า ใช้ปริมาณยาน้อยกว่า แต่ได้ผลลัพธ์ในการขยายหลอดลมที่รวดเร็วกว่าอย่างเห็นได้ชัด
โรคและภาวะทางคลินิกที่จำเป็นต้องใช้ยาพ่นขยายหลอดลม
ในทางการแพทย์ เราไม่ได้ใช้ยาพ่นกับทุกคนที่มีอาการไอหรือ ข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ในการพ่นยา นั้นจะถูกพิจารณาอย่างรอบคอบจากโรคหลักๆ ดังนี้ครับ
- โรคหอบหืดกำเริบเฉียบพลัน: ไม่ว่าจะเป็นจากการแพ้อากาศ ฝุ่นละออง หรือออกกำลังกายหนักเกินไป จนหลอดลมตีบแคบ หายใจไม่ออก
- โรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) กำเริบ: มักพบในผู้สูงอายุหรือผู้ที่สูบบุหรี่จัด ซึ่งมีอาการเหนื่อยง่าย ไอมีเสมหะเรื้อรัง และมีช่วงที่อาการแย่ลงฉับพลัน
- หลอดลมอักเสบเฉียบพลันที่มีอาการหอบร่วมด้วย: บางครั้งการติดเชื้อไวรัสบางชนิดทำให้ทางเดินหายใจไวต่อสิ่งกระตุ้นและตีบตัวชั่วคราว
- การเตรียมความพร้อมก่อนการทดสอบสมรรถภาพปอด (Spirometry): แพทย์อาจให้สูดดมยาขยายหลอดลมเพื่อดูว่าหลอดลมของคนไข้สามารถขยายตัวกลับมาได้ดีแค่ไหนหลังได้รับยา
ข้อควรระวังและแนวทางปฏิบัติเมื่อต้องพ่นยาด้วยตัวเองที่บ้าน
สำหรับคนไข้โรคเรื้อรังที่แพทย์จ่ายยาพ่นให้พกติดตัวไว้ใช้ยามฉุกเฉิน สิ่งสำคัญที่สุดคือการใช้ยาให้ถูกวิธีครับ ยาพ่นที่ดีต่อให้มีประสิทธิภาพสูงแค่ไหน แต่ถ้าพ่นผิดวิธี ตัวยาก็จะติดอยู่แค่ในช่องปากหรือลำคอ ไม่ลงไปถึงปอด อาการก็จะไม่ดีขึ้น
นอกจากนี้ หากคนไข้พบว่าตัวเองต้องใช้ยาพ่นบ่อยขึ้นเรื่อยๆ เช่น จากเดิมใช้แค่สัปดาห์ละครั้ง กลายเป็นต้องใช้ทุกวัน หรือวันละหลายๆ ครั้ง นั่นเป็นสัญญาณเตือนภัยที่ชัดเจนว่า โรคเริ่มคุมไม่อยู่แล้วครับ ไม่ควรปล่อยไว้เด็ดขาด ควรรีบกลับมาพบแพทย์เพื่อประเมินปรับแผนการรักษาใหม่ เพราะการใช้ยาพ่นแก้ปัญหาเฉพาะหน้าบ่อยเกินไป อาจแปลว่าหลอดลมกำลังอักเสบเรื้อรังและต้องการยาควบคุมระยะยาวเพิ่มเติมครับ