เวลาที่ตรวจเลือดแล้วเจอค่าตับขึ้นสูงปรี๊ด หรือตัวเหลืองตาเหลืองจนคนทัก หลายคนคงตกใจและกังวลไม่น้อย เพราะคำว่าตับอักเสบเฉียบพลันมันฟังดูน่ากลัวและรุนแรง ในฐานะหมอที่เคยเจอคนไข้เดินเข้ามาด้วยอาการอ่อนเพลีย คลื่นไส้ ทานอะไรไม่ลงแบบนี้บ่อยๆ ผมเข้าใจความรู้สึกนั้นดีครับ โรคนี้หมายถึงภาวะที่เซลล์ตับเกิดการอักเสบและถูกทำลายอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่วันหรือกี่สัปดาห์ ซึ่งการรู้วิธีรับมือและแนวทางการรักษาที่ถูกต้องตั้งแต่เนิ่นๆ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยกู้คืนสุขภาพตับให้กลับมาเป็นปกติได้ครับ
เมื่อตับเริ่มประท้วง: อาการแบบไหนที่ฟ้องว่าตับกำลังอักเสบเฉียบพลัน
ก่อนจะพูดถึงการรักษา หมออยากชวนสังเกตอาการตัวเองก่อนครับ เพราะโรคตับอักเสบเฉียบพลันบางทีก็มาแบบเงียบๆ หรือบางคนก็แสดงอาการชัดเจนจนน่าตกใจ อาการเตือนภัยที่พบบ่อยมักจะเริ่มจากความรู้สึกเหมือนเป็นไข้หวัดใหญ่ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง คลื่นไส้ อาเจียน และเบื่ออาหารอย่างมาก ชนิดที่ว่าแค่นึกถึงกลิ่นอาหารก็พาลจะคลื่นไส้แล้ว ต่อมาอาจเริ่มสังเกตเห็นว่าปัสสาวะมีสีเข้มเหมือนชาเขียวหรือน้ำโค้ก อุจจาระมีสีซีดลง และที่เด่นชัดที่สุดคืออาการตัวเหลืองตาเหลือง หรือดีซ่าน ซึ่งเกิดจากสารสีเหลืองที่เรียกว่าบิลลิรูบินในเลือดมีปริมาณสูงเกินไปเนื่องจากตับขับออกไม่ไหว หากใครมีอาการเหล่านี้ร่วมกับอาการเจ็บแน่นชายโครงขวา ควรรีบมาพบแพทย์ทันทีครับ
ตรวจให้ลึกรู้ให้จริง: คุณหมอวินิจฉัยโรคนี้อย่างไรบ้าง
เวลาคนไข้มาด้วยอาการสงสัยโรคตับอักเสบ สิ่งแรกที่หมอต้องทำคือการซักประวัติอย่างละเอียด เช่น ประวัติการทานยา สมุนไพร อาหารเสริม ประวัติการดื่มแอลกอฮอล์ การได้รับเลือด หรือประวัติการสัมผัสโรคไวรัสตับอักเสบ จากนั้นจะตามด้วยการเจาะเลือดตรวจการทำงานของตับ หรือที่เรียกว่า Liver Function Test เพื่อดูค่าเอนไซม์ตับอย่าง AST และ ALT ว่าสูงขึ้นมากแค่ไหน รวมถึงตรวจระดับบิลลิรูบินและการแข็งตัวของเลือด นอกจากนี้ยังต้องเจาะเลือดหาเชื้อไวรัสตับอักเสบชนิดต่างๆ ทั้งเอ บี ซี และอาจมีการอัลตราซาวนด์ช่องท้องเพื่อดูขนาดและลักษณะของเนื้อตับร่วมด้วย เพื่อจะได้รู้สาเหตุที่แท้จริงและวางแผนรักษาได้ตรงจุดครับ
วิธีรักษาโรคตับอักเสบเฉียบพลัน: พักผ่อนให้เต็มที่และดูแลตามอาการ
ข่าวดีคือ โรคตับอักเสบเฉียบพลันส่วนใหญ่ โดยเฉพาะที่เกิดจากไวรัสตับอักเสบเอ หรือเกิดจากยาบางชนิด ร่างกายสามารถฟื้นตัวและหายได้เองหากได้รับการดูแลที่ถูกต้อง แนวทางการรักษาหลักจึงเป็นการรักษาแบบประคับประคองเพื่อให้ตับได้พักผ่อนและซ่อมแซมตัวเอง หมอจะแนะนำให้คนไข้งดการออกกำลังกายหนักๆ และนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ งดเด็ดขาดเรื่องการดื่มแอลกอฮอล์และการสูบบุหรี่ รวมถึงต้องระมัดระวังเรื่องการทานยา อาหารเสริม หรือสมุนไพรทุกชนิด เพราะตับกำลังทำงานหนักอยู่แล้ว การรับสารเหล่านี้เข้าไปเพิ่มอาจทำให้ตับพังหนักกว่าเดิม หากมีอาการคลื่นไส้อาเจียนมากจนทานอะไรไม่ได้ หมออาจพิจารณาให้น้ำเกลือทางหลอดเลือดดำร่วมกับวิตามินและสารอาหารที่จำเป็นครับ
ยาตัวไหนควรเลี่ยง ยาตัวไหนพอใช้ได้เมื่อตับกำลังอักเสบ
นี่คือคำถามยอดฮิตที่หมอต้องย้ำกับคนไข้ทุกครั้งครับ คนที่เป็นโรคตับอักเสบเฉียบพลันจะต้องระเรื่องการใช้ยาเป็นพิเศษ ยาแก้ปวดบางชนิดเช่นพาราเซตามอล แม้จะดูเป็นยา สามัญประจำบ้าน แต่หากทานในปริมาณที่มากเกินไปหรือทานติดต่อกันขณะที่ตับอักเสบอยู่ ก็อาจทำให้เกิดพิษต่อตับและเป็นอันตรายถึงชีวิตได้ ดังนั้น หากมีไข้หรือปวดหัว ควรปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรทุกครั้งก่อนทานยาใดๆ และห้ามซื้อยากลุ่มต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ หรือที่เรียกว่า NSAIDs มาทานเองเด็ดขาด เพราะยากลุ่มนี้ขับออกทางตับและไต ซึ่งจะไปซ้ำเติมอาการอักเสบให้รุนแรงขึ้นไปอีก
สัญญาณอันตรายขั้นวิกฤต: เมื่อไหร่ที่ต้องรีบเข้าห้องฉุกเฉินทันที
แม้ส่วนใหญ่จะหายได้เอง แต่มีผู้ป่วยส่วนน้อยประมาณหนึ่งเปอร์เซ็นต์ที่อาจพัฒนาไปสู่ภาวะตับวายเฉียบพลัน ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่อันตรายถึงชีวิตครับ คนไข้และคนรอบข้างต้องคอยสังเกตสัญญาณเตือนอันตรายเหล่านี้ให้ดี ได้แก่ อาการซึมลง สับสน พูดจาไม่รู้เรื่อง พฤติกรรมเปลี่ยนไปอย่างเห็นได้ชัด มีอาการมือสั่นเวลาชูมือขึ้น หรือมีเลือดออกง่าย เช่น เลือดกำเดาไหล เลือดออกตามไรฟัน หรืออาเจียนเป็นเลือด หากพบอาการเหล่านี้แม้แต่น้อย ต้องรีบพาไปโรงพยาบาลในทันที เพราะอาจต้องได้รับการรักษาในหอผู้ป่วยวิกฤตหรือพิจารณาเรื่องการปลูกถ่ายตับครับ