เคยไหมที่ลองส่องกระจกดูตัวเองแล้วรู้สึกว่าไหล่สองข้างสูงต่ำไม่เท่ากัน หรือเวลาสวมกางเกงตัวโปรดกลับพบว่าปลายขากางเกงข้างหนึ่งยาวลากพื้นมากกว่าอีกข้าง หลายคนมักมองข้ามสัญญาณเตือนเล็กๆ น้อยๆ เหล่านี้ไป โดยคิดว่าเป็นเพียงแค่เรื่องของบุคลิกภาพหรือความเหนื่อยล้าจากการทำงานในแต่ละวัน แต่ในความเป็นจริงแล้ว อาการแสดงเหล่านี้อาจเป็นจุดเริ่มต้นของภาวะ ความผิดรูปของกระดูกสันหลังและข้อ ที่กำลังคืบคลานเข้ามาบั่นทอนสุขภาพกายและคุณภาพชีวิตโดยที่เราไม่รู้ตัว
ในฐานะหมอที่ตรวจรักษาคนไข้ที่มีปัญหาเรื่องโครงสร้างร่างกายมามากมาย หมออยากบอกว่าร่างกายของเราทำงานเชื่อมประสานกันเหมือนโครงข่ายใยแมงมุม เมื่อโครงสร้างหลักอย่างกระดูกสันหลังหรือข้อต่อเกิดการบิดเบี้ยว เอียง หรือผิดรูปไปเพียงเล็กน้อย มันจะส่งผลกระทบต่อเนื่องเป็นลูกโซ่ไปยังกล้ามเนื้อและเส้นประสาทรอบๆ ทันที การทำความเข้าใจโครงสร้างร่างกายของตัวเองจึงเป็นก้าวแรกที่สำคัญมากในการป้องกันความเจ็บปวดในอนาคต
วิธีเช็กอาการเบื้องต้นด้วยตัวเอง ว่าโครงสร้างร่างกายเริ่มเบี้ยวเอียงแล้วหรือยัง
หมออยากแนะนำวิธีง่ายๆ ที่ทุกคนสามารถทำได้เองที่บ้านเพื่อประเมินสภาพร่างกายเบื้องต้น โดยให้ยืนตัวตรงหน้ากระจกบานใหญ่ในท่าทางที่ผ่อนคลายที่สุด แล้วสังเกตสิ่งเหล่านี้ทีละจุด
- ระดับใบหูและระดับไหล่: ลองดูว่าใบหูทั้งสองข้างขนานกับพื้นไหม และหัวไหล่ข้างใดข้างหนึ่งยกสูงกว่าอีกข้างอย่างเห็นได้ชัดหรือไม่
- ช่องว่างข้างลำตัว: ปล่อยแขนสองข้างลงข้างลำตัวตามธรรมชาติ แล้วสังเกตช่องว่างระหว่างแขนกับเอวว่ามีขนาดเท่ากันทั้งสองข้างหรือไม่ หากข้างหนึ่งแคบแต่อีกข้างกว้าง แสดงว่ากระดูกสันหลังเริ่มมีความเอียง
- แนวสะโพก: ลองวางมือไว้บนกระดูกเชิงกรานทั้งสองข้าง แล้วดูว่ามือข้างหนึ่งอยู่สูงกว่าอีกข้างหรือไม่ ซึ่งเป็นสัญญาณที่บ่งบอกถึงความลาดเอียงของเชิงกรานและข้อสะโพก
- การก้มตัวไปข้างหน้า: ลองก้มตัวลงให้มือแตะปลายเท้าโดยที่เข่าตึง แล้วให้คนใกล้ชิดช่วยมองจากทางด้านหลังว่าแผ่นหลังข้างใดข้างหนึ่งนูนขึ้นมาเป็นลูกคลื่นสูงกว่าอีกข้างหรือไม่ ซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของภาวะกระดูกสันหลังคด
หากพบว่ามีจุดใดจุดหนึ่งไม่สมมาตรกันอย่างชัดเจน นั่นเป็นสัญญาณเตือนว่าควรไปพบแพทย์เฉพาะทางเพื่อตรวจอย่างละเอียด เพื่อสืบค้นหาสาเหตุที่แท้จริงของความผิดรูปของกระดูกสันหลังและข้อต่อเหล่านั้น
ทำไมอยู่ๆ โครงสร้างร่างกายถึงผิดรูปได้? เจาะลึกสาเหตุใกล้ตัวที่คุณอาจมองข้าม
การที่กระดูกและข้อต่อของคนเราเสียสมดุลจนเกิดความผิดรูปนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน แต่เกิดจากหลากหลายปัจจัยผสมผสานกัน ซึ่งหมอขอสรุปสาเหตุหลักๆ ออกเป็นสองกลุ่มใหญ่เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น
พฤติกรรมการใช้ชีวิตประจำวันและท่าทางที่เป็นพิษต่อกระดูก
นี่คือสาเหตุยอดฮิตของคนในยุคนี้ การนั่งทำงานในท่าเดิมเป็นเวลานานหลายชั่วโมง การนั่งไขว่ห้างเป็นประจำจนสะโพกเบี้ยว การสะพายกระเป๋าหนักๆ เพียงข้างเดียว รวมไปถึงการก้มหน้าเล่นโทรศัพท์มือถือตลอดเวลา ท่าทางเหล่านี้จะสร้างแรงกดทับที่ผิดธรรมชาติลงบนหมอนรองกระดูกและข้อต่อ นานวันเข้ากล้ามเนื้อข้างหนึ่งจะตึงเกร็งในขณะที่อีกข้างอ่อนแรง ส่งผลให้กระดูกสันหลังดึงรั้งไปข้างใดข้างหนึ่งจนเสียสมดุลในที่สุด
ปัจจัยทางพันธุกรรม ความเสื่อมตามวัย และอุบัติเหตุ
บางคนอาจมีความผิดรูปมาตั้งแต่กำเนิดจากพันธุกรรม หรือเกิดขึ้นในช่วงที่ร่างกายกำลังเจริญเติบโตอย่างรวดเร็วในวัยรุ่น ในขณะที่ผู้สูงอายุมักเผชิญกับภาวะข้อเข่าเสื่อมหรือข้อสะโพกเสื่อม ซึ่งเมื่อผิวข้อสึกหรอไปข้างใดข้างหนึ่ง จะทำให้ขาโก่งหรือสั้นยาวไม่เท่ากัน ส่งผลต่อเนื่องให้กระดูกเชิงกรานเอียงและกระดูกสันหลังต้องคดงอเพื่อชดเชยการทรงตัว นอกจากนี้ อุบัติเหตุที่เคยเกิดขึ้นในอดีตจนทำให้กระดูกหักหรือเอ็นฉีกขาด ก็เป็นอีกหนึ่งตัวเร่งที่ทำให้ข้อต่อทำงานผิดรูปได้เช่นกัน
ผลกระทบสะสมเมื่อปล่อยทิ้งไว้: ความเจ็บปวดที่มากกว่าแค่เรื่องของบุคลิกภาพ
หลายคนคิดว่ากระดูกคดหรือข้อเอียงเล็กน้อยคงไม่เป็นไร แค่ทำให้ดูเดินไม่สวยหรือไหล่ตกเท่านั้น แต่หมออยากเตือนว่าเมื่อโครงสร้างบิดเบี้ยว ร่างกายจะพยายามชดเชยเพื่อรักษาการทรงตัว ทำให้กล้ามเนื้อรอบๆ ต้องทำงานหนักขึ้นเป็นสองเท่าเพื่อดึงรั้งกระดูกเอาไว้ ผลที่ตามมาคืออาการปวดเมื่อยเรื้อรัง คอ บ่า ไหล่ตึงตัวจนลามไปเป็นอาการปวดศีรษะไมเกรน
ในรายที่มีความผิดรูปของกระดูกสันหลังและข้อต่อรุนแรง กระดูกที่คดงออาจไปกดทับเส้นประสาท ทำให้เกิดอาการชาลงขา ขาอ่อนแรง หรือปวดร้าวเหมือนไฟช็อต ยิ่งไปกว่านั้น หากกระดูกสันหลังส่วนอกคดงอมากๆ จะเข้าไปเบียดบังพื้นที่ในช่องอก ทำให้ปอดและหัวใจทำงานได้ไม่เต็มที่ ส่งผลให้เหนื่อยง่ายและหายใจไม่อิ่มตามมา
วิธีรักษาและปรับโครงสร้างร่างกายให้กลับมาสมดุลและแข็งแรง
เมื่อตรวจพบความผิดรูปแล้ว ไม่จำเป็นต้องตื่นตระหนก เพราะการแพทย์แผนปัจจุบันมีแนวทางการดูแลรักษาที่มีประสิทธิภาพมากมาย โดยแบ่งตามความรุนแรงของอาการ
การปรับพฤติกรรม การทำกายภาพบำบัด และการใส่กายอุปกรณ์
สำหรับผู้ที่มีอาการในระยะเริ่มต้น การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมชีวิตประจำวันเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หมอจะแนะนำให้จัดโต๊ะทำงานให้ถูกหลักสรีรศาสตร์ หลีกเลี่ยงการนั่งไขว่ห้าง ร่วมกับการทำกายภาพบำบัดเพื่อยืดกล้ามเนื้อส่วนที่ตึงและสร้างความแข็งแรงให้กับกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวเพื่อช่วยพยุงกระดูกสันหลัง ในบางรายอาจมีการใช้แผ่นรองรองเท้าปรับระดับความสูงต่ำ หรือการใส่เสื้อเกราะพยุงหลัง (Brace) เพื่อควบคุมไม่ให้กระดูกคดงอมากขึ้นในกลุ่มวัยรุ่นที่กระดูกยังเจริญเติบโตไม่เต็มที่
การรักษาทางการแพทย์เฉพาะทางและการผ่าตัดเมื่อถึงคราวจำเป็น
หากลองรักษาด้วยวิธีประคับประคองแล้วอาการยังไม่ดีขึ้น หรือความผิดรูปนั้นรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันอย่างมาก เช่น มีอาการกดทับเส้นประสาทอย่างรุนแรง หรือมุมความคดของกระดูกสันหลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว แพทย์อาจพิจารณาการรักษาด้วยการผ่าตัดจัดแนวกระดูกใหม่และเชื่อมข้อต่อให้มั่นคงด้วยโลหะพิเศษ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความเสียหายถาวรต่อระบบประสาทและอวัยวะภายใน
สุดท้ายนี้ หมออยากฝากไว้ว่าร่างกายของเราคือบ้านหลังเดียวที่เราต้องอาศัยอยู่ไปตลอดชีวิต การหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ ของร่างกาย และรีบปรึกษาแพทย์เมื่อพบสิ่งผิดปกติ คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้เราห่างไกลจากความทรมานของโรคกระดูกและข้อ อย่ารอให้ความเจ็บปวดมาเป็นตัวบังคับให้เราต้องรักษา เพราะการป้องกันและดูแลตั้งแต่เนิ่นๆ ย่อมง่ายและได้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าเสมอ