วันหนึ่งที่คลินิกมีคุณแม่มือใหม่พาลูกน้อยวัยเพียง 14 วันมาพบหมอด้วยความกังวลใจ คุณแม่เล่าว่าลูกดูซึมลง ไม่ค่อยยอมดูดนมเหมือนวันแรกๆ เอาแต่นอนนิ่งๆ ปลุกขึ้นมาทานนมยากมาก แต่เมื่อลองวัดไข้ดูก็ไม่มีไข้ ไม่มีอาการไอ ไม่มีน้ำมูกไหลเลยสักนิด ทำให้คุณแม่ไม่แน่ใจว่าลูกกำลังป่วยหรือแค่เพลียเฉยๆ แต่สัญชาตญาณความเป็นแม่บอกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ซึ่งเมื่อหมอทำการตรวจคัดกรองอย่างละเอียดกลับพบว่า เบบี๋ตัวน้อยคนนี้ติดเชื้อไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์เอ
เหตุการณ์นี้เป็นตัวอย่างที่พบบ่อยมากในทารกแรกเกิด เพราะอาการของโรคไข้หวัดใหญ่ในเด็กวัยนี้มักจะไม่แสดงออกอย่างตรงไปตรงมาเหมือนในเด็กโตหรือผู้ใหญ่ ทำให้คุณพ่อคุณแม่หลายคนมองข้ามและคิดว่าลูกแค่หลับดี จนกว่าจะรู้ตัวอีกทีอาการก็อาจจะรุนแรงไปเสียแล้ว
ทำไมไข้หวัดใหญ่ในเด็กแรกเกิด ถึงไม่ได้มีแค่ไอ จาม หรือน้ำมูกไหล?
ในเด็กทารกแรกเกิด (อายุต่ำกว่า 28 วัน) หรือทารกวัยแบเบาะ ระบบภูมิคุ้มกันและระบบประสาทของเขายังพัฒนาได้ไม่เต็มที่ เมื่อร่างกายได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ จึงยังไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองทางอวัยวะเฉพาะจุดที่ชัดเจนเหมือนผู้ใหญ่ เช่น การหลั่งน้ำมูกปริมาณมากเพื่อดักจับเชื้อโรค หรือการไออย่างรุนแรงเพื่อขับเสมหะ
แต่สิ่งที่เกิดขึ้นคือ ร่างกายของทารกจะแสดงปฏิกิริยาตอบสนองในระบบรวมของร่างกาย ซึ่งทางการแพทย์เรียกกลุ่มอาการแบบนี้ว่า อาการทางคลินิกที่ไม่จำเพาะเจาะจง หรืออาการที่ไม่สามารถระบุชี้ชัดลงไปได้ทันทีว่าเป็นโรคไข้หวัดใหญ่ หากไม่ได้ทำการตรวจทางห้องปฏิบัติการอย่างละเอียด ซึ่งนี่คือสาเหตุสำคัญที่ทำให้คุณหมอและคุณพ่อคุณแม่มักจะตรวจเจอโรคนี้ได้ยากในช่วงแรก
ส่องสัญญาณเตือนอันตราย: อาการทางคลินิกที่ไม่จำเพาะเจาะ ที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวัง
เพื่อไม่ให้สายเกินแก้ คุณพ่อคุณแม่ยุคใหม่จำเป็นต้องรู้จักสังเกตสัญญาณเตือนเงียบเหล่านี้ ซึ่งอาจเป็นข้อบ่งชี้ว่าลูกน้อยกำลังเผชิญหน้ากับไวรัสไข้หวัดใหญ่
1. ซึมลง ไม่ยอมดูดนม หรือหลับลึกปลุกยากผิดปกติ
ปกติแล้วทารกแรกเกิดจะตื่นขึ้นมาทานนมทุก 2-3 ชั่วโมง หากพบว่าลูกเริ่มไม่ยอมดูดนม ดูดนมน้อยลงกว่าครึ่งหนึ่งของปกติ หรือดูไม่มีแรงแม้กระทั่งจะดูดหัวนมแม่ รวมถึงอาการนอนนิ่ง ไม่ขยับแขนขาเมื่อตื่น และหลับลึกจนปลุกยากมาก อาการเหล่านี้คือสัญญาณเตือนอันดับหนึ่งที่บอกว่าร่างกายของลูกกำลังอ่อนแออย่างหนัก
2. ตัวร้อนจัด หรือบางทีก็ตัวเย็นเฉียบจนน่าตกใจ
เนื่องจากศูนย์ควบคุมอุณหภูมิในสมองของทารกยังทำงานไม่สมบูรณ์ เมื่อเกิดการติดเชื้อ ทารกบางรายอาจไม่มีไข้สูงเหมือนเด็กโต แต่กลับแสดงอาการตัวเย็นผิดปกติ (อุณหภูมิกายต่ำกว่า 36.5 องศาเซลเซียส) เนื้อตัวดูเขียวคล้ำหรือซีดเซียว ในขณะที่บางรายอาจมีไข้สูงขึ้นๆ ลงๆ อุณหภูมิร่างกายไม่คงที่ หากสัมผัสตัวลูกแล้วรู้สึกว่าเย็นเฉียบหรือร้อนจัดสลับกันควรรีบพามาพบแพทย์
3. หายใจเร็ว หายใจหอบ หรือมีจังหวะหยุดหายใจไปชั่วขณะ
ไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถส่งผลกระทบต่อระบบทางเดินหายใจส่วนล่างของทารกได้อย่างรวดเร็ว สังเกตได้จากอัตราการหายใจที่เร็วขึ้น (มากกว่า 60 ครั้งต่อนาที) มีอาการปีกจมูกบานขณะหายใจ อกบุ๋ม หรือในรายที่รุนแรงอาจพบภาวะหยุดหายใจเป็นช่วงสั้นๆ (Apnea) ซึ่งเป็นภาวะที่อันตรายถึงชีวิต
4. ท้องอืด อาเจียน หรือถ่ายเหลวผิดปกติ
บางครั้งอาการของไข้หวัดใหญ่ในทารกแรกเกิดอาจแสดงออกผ่านระบบทางเดินอาหาร คุณแม่อาจพบว่าลูกมีอาการท้องอืดตึง ร้องกวนโยเยเหมือนปวดท้อง แหวะนมบ่อยขึ้น หรือมีอาการอาเจียนและถ่ายเหลวร่วมด้วย ซึ่งอาการเหล่านี้มักทำให้สับสนกับโรคทางเดินอาหารหรือการแพ้นมวัวได้ง่าย
ความแทรกซ้อนที่น่ากังวล หากปล่อยทิ้งไว้จนรักษาช้าเกินไป
การที่ทารกแรกเกิดมีอาการไม่เฉพาะเจาะจง ทำให้การรักษาเริ่มต้นได้ช้า ซึ่งไวรัสไข้หวัดใหญ่อาจลุกลามจนก่อให้เกิดภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงได้ง่าย เช่น โรคปอดอักเสบหรือปอดบวม การติดเชื้อในกระแสเลือด หรือไวรัสขึ้นสมองจนเกิดภาวะสมองอักเสบ ซึ่งภาวะเหล่านี้ดำเนินโรคได้รวดเร็วมากในเด็กเล็ก และอาจเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้ภายในเวลาไม่กี่วัน
แนวทางดูแลและป้องกัน เพื่อปกป้องเบบี๋ตัวน้อยให้ปลอดภัย
การป้องกันเป็นวิธีที่ดีที่สุดในการปกป้องลูกน้อยที่ระบบภูมิคุ้มกันยังไม่แข็งแรง โดยมีแนวทางปฏิบัติที่แนะนำดังนี้
- การสร้างภูมิคุ้มกันตั้งแต่อยู่ในครรภ์: คุณแม่ตั้งครรภ์ควรเข้ารับการฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่เมื่ออายุครรภ์มากกว่า 4 เดือนขึ้นไป เพื่อส่งต่อภูมิคุ้มกันผ่านทางรกและน้ำนมไปสู่ลูกรัก
- กลยุทธ์รังไหม (Cocoon Strategy): สมาชิกทุกคนในบ้านที่ต้องใกล้ชิดกับทารกแรกเกิด ควรฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่ทุกปี เพื่อลดโอกาสการนำเชื้อเข้ามาแพร่สู่ลูกน้อยที่ยังไม่ถึงเกณฑ์ฉีดวัคซีน (ทารกจะฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ได้เมื่ออายุ 6 เดือนขึ้นไป)
- รักษาสุขอนามัยอย่างเคร่งครัด: ล้างมือก่อนสัมผัสตัวทารกทุกครั้ง สวมหน้ากากอนามัยหากมีอาการไอจาม และหลีกเลี่ยงการพาเบบี๋ไปในแหล่งชุมชนแออัดหรือสถานที่ปิดที่มีผู้คนหนาแน่น
- สังเกตอาการอย่างใกล้ชิด: หากพบอาการผิดปกติแม้เพียงเล็กน้อย เช่น ลูกดูซึมลง ทานนมน้อยลง หรือตัวรุมๆ อย่าลั้งรอที่จะพามาพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยอย่างละเอียด
ในฐานะหมอเด็ก อยากฝากถึงคุณพ่อคุณแม่ทุกคนว่า อย่ารอให้ลูกมีอาการไอ จาม หรือมีไข้สูงก่อนถึงจะพามาโรงพยาบาล เพราะในทารกแรกเกิด เสียงเตือนภัยของโรคอาจแผ่วเบาและเงียบเชียบกว่าที่เราคิด การหมั่นสังเกตพฤติกรรมเล็กๆ น้อยๆ ที่เปลี่ยนไปของลูก คือกุญแจสำคัญที่จะช่วยรักษาชีวิตของลูกรักเอาไว้ได้ทันเวลา