เมื่อคนในครอบครัวได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคร้ายแรงหรือโรคระยะลุกลาม คำว่า การรักษาแบบประคับประคอง มักเป็นคำที่หลายคนได้ยินแล้วรู้สึกใจหาย เพราะเข้าใจผิดคิดว่าหมายถึงการถอดใจ ยอมแพ้ หรือโรงพยาบาลไม่รับรักษาแล้ว แต่ในความเป็นจริงทางการแพทย์ การดูแลรูปแบบนี้คือหัวใจสำคัญที่จะช่วยให้ผู้ป่วยมีช่วงเวลาที่สุขสบายที่สุด ลดความทุกข์ทรมานทั้งทางร่างกายและจิตใจ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยควบคู่ไปกับการดูแลความรู้สึกของคนในครอบครัว
การดูแลแบบประคับประคองคืออะไร ทำไมถึงไม่ใช่การถอดใจยอมแพ้
แนวทางการรักษาประคับประคองและการจัดการอาการ (Palliative Care) ไม่ใช่การเร่งหรือยื้อเวลา แต่เป็นการดูแลแบบองค์รวมที่สามารถเริ่มต้นได้ตั้งแต่ระยะแรกที่ตรวจพบโรคร้ายแรง เช่น มะเร็งระยะลุกลาม โรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้าย โรคหัวใจล้มเหลว หรือโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง โดยให้การรักษานี้ควบคู่ไปกับการรักษาหลักของโรคได้เสมอ
เป้าหมายหลักไม่ได้อยู่ที่การมุ่งหวังให้โรคหายขาดเพียงอย่างเดียว แต่อยู่ที่การควบคุมอาการไม่สุขสบายต่างๆ ให้เหลือน้อยที่สุด ช่วยให้ผู้ป่วยยังคงใช้ชีวิตประจำวัน พูดคุยกับคนที่รัก และทำสิ่งที่มีความหมายได้ตามอัตภาพ
รับมือกับอาการไม่สุขสบายทางกาย จัดการอย่างไรให้ผู้ป่วยผ่อนคลายที่สุด
ผู้ป่วยในระยะประคับประคองมักต้องเผชิญกับอาการรบกวนหลายอย่างพร้อมกัน การสังเกตและจัดการอาการอย่างตรงจุดจึงเป็นเรื่องสำคัญมาก
อาการปวดและการใช้ยาแก้ปวดอย่างถูกต้อง
ความปวดเป็นอาการที่พบบ่อยและบั่นทอนกำลังใจผู้ป่วยมากที่สุด การระงับปวดในกลุ่มนี้มักใช้ยาตามลำดับขั้น ตั้งแต่ยาพาราเซตามอล ยาต้านการอักเสบ ไปจนถึงยากลุ่มอนุพันธ์มอร์ฟีน หลายครอบครัวกังวลว่าการใช้มอร์ฟีนจะทำให้ผู้ป่วยเสพติดหรือเสียชีวิตเร็วขึ้น แต่ในทางการแพทย์ หากใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ในขนาดยาที่เหมาะสม มอร์ฟีนคือยาที่มีประสิทธิภาพสูงในการระงับปวดและช่วยให้ผู้ป่วยนอนหลับพักผ่อนได้เต็มที่ โดยไม่ทำให้เกิดการเสพติดแต่อย่างใด
อาการเหนื่อยหอบ แน่นหน้าอก และการจัดท่านอน
อาการหายใจลำบากมักเกิดจากน้ำในช่องเยื่อหุ้มปอด กล้ามเนื้ออ่อนแรง หรือภาวะซีด นอกจากการใช้ยาขยายหลอดลมหรือการให้ออกซิเจนตามแผนการรักษาแล้ว การปรับสิ่งแวดล้อมรอบตัวสามารถช่วยได้มาก เช่น
- จัดท่านอนให้ศีรษะและลำตัวส่วนบนยกสูงขึ้นประมาณ 30-45 องศา หรือใช้หมอนหนุนใต้ข้อพับเข่าเพื่อลดแรงต้านบริเวณหน้าท้อง
- เปิดหน้าต่างให้อากาศถ่ายเทสะดวก หรือใช้พัดลมขนาดเล็กเป่าลมเบาๆ ผ่านบริเวณใบหน้า ซึ่งมีการศึกษาพบว่าช่วยกระตุ้นเส้นประสาทรับสัมผัสและลดความรู้สึกเหนื่อยหอบลงได้
- ฝึกการหายใจช้าๆ แบบเป่าปาก เพื่อลดความตื่นตระหนก
อาการคลื่นไส้ เบื่ออาหาร และการดูแลช่องปาก
เมื่อโรคดำเนินไป ระบบเผาผลาญและการย่อยอาหารของผู้ป่วยจะทำงานช้าลง การฝืนให้ผู้ป่วยรับประทานอาหารมากๆ อาจทำให้เกิดอาการแน่นท้อง ท้องอืด หรืออาเจียนได้
- แบ่งอาหารเป็นมื้อเล็กๆ หลายๆ มื้อ เน้นอาหารอ่อน ย่อยง่าย รสไม่จัด และอุณหภูมิห้อง
- ไม่ควรบังคับหรือกดดันให้รับประทานตามปริมาณที่คนปกติทาน ให้เน้นความอยากอาหารและความสุขในการรับรสของผู้ป่วยเป็นหลัก
- ดูแลความสะอาดในช่องปากอย่างสม่ำเสมอ บ้วนปากด้วยน้ำเกลือเจือจาง และทาลิปมันหรือวาสลีนที่ริมฝีปากเพื่อป้องกันปากแห้งแตก ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้ไม่อยากรับประทานอาหาร
อาการสับสน กระสับกระส่าย หรือซึมลง
ภาวะเพ้อหรือกระสับกระส่ายอาจเกิดจากความไม่สมดุลของเกลือแร่ในเลือด การทำงานของตับไตที่ลดลง หรือผลข้างเคียงจากยา สิ่งที่คนดูแลสามารถช่วยได้คือการสร้างบรรยากาศที่คุ้นเคย มีแสงสว่างเพียงพอในเวลากลางวัน มืดสงบในเวลากลางคืน และคอยพูดคุยบอกวัน เวลา สถานที่ ด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล เพื่อช่วยดึงสติและลดความหวาดกลัวของผู้ป่วย
ดูแลหัวใจและจิตใจ: สิ่งสำคัญที่ไม่แพ้การรักษาทางกาย
ความทุกข์ใจ ความวิตกกังวล และความกลัวต่อความตาย เป็นสิ่งที่ผู้ป่วยต้องเผชิญอยู่ตลอดเวลา การดูแลด้านจิตใจจึงต้องทำควบคู่กันเสมอ
- การรับฟังอย่างตั้งใจ: เปิดโอกาสให้ผู้ป่วยได้ระบายความรู้สึก ความกลัว หรือความกังวลใจ โดยไม่ด่วนตัดสิน ไม่ตัดบท หรือพยายามบอกให้คิดบวกเพียงอย่างเดียว
- การสะสางสิ่งที่ค้างคาใจ: ช่วยเหลือผู้ป่วยในการทำสิ่งที่ปรารถนา เช่น การได้พบเพื่อนสนิท การขออโหสิกรรม หรือการจัดการทรัพย์สินให้เรียบร้อย เพื่อให้จิตใจเกิดความปล่อยวางและสงบ
- การสัมผัสที่อบอุ่น: การจับมือ การนวดเบาๆ ที่มือหรือเท้า และการอยู่เคียงข้างอย่างสม่ำเสมอ สามารถสื่อถึงความรักและความปลอดภัยได้มากกว่าคำพูด
วางแผนการดูแลล่วงหน้า คุยกันอย่างไรให้สบายใจทั้งครอบครัว
การวางแผนการดูแลล่วงหน้า (Advance Care Planning) คือกระบวนการพูดคุยระหว่างผู้ป่วย ครอบครัว และทีมแพทย์ เพื่อทำความเข้าใจความต้องการของผู้ป่วยเกี่ยวกับการรักษาในอนาคต เมื่อถึงเวลาที่ไม่สามารถตัดสินใจเองได้ เช่น ความต้องการใส่ท่อช่วยหายใจ การปั๊มหัวใจ หรือการใช้เครื่องพยุงชีพ
การพูดคุยเรื่องนี้ตั้งแต่เนิ่นๆ ในช่วงที่ผู้ป่วยยังมีสติสัมปชัญญะดี จะช่วยลดภาระความตึงเครียดของคนในครอบครัวเมื่อถึงช่วงวิกฤต และทำให้มั่นใจได้ว่าการดูแลรักษาที่ได้รับตรงกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของผู้ป่วยมากที่สุด
การดูแลผู้ดูแล: อย่าลืมเติมพลังให้ตัวเอง
การดูแลผู้ป่วยระยะประคับประคองเป็นภารกิจที่ใช้ทั้งพลังกายและพลังใจอย่างมหาศาล ความเหนื่อยล้าสะสมอาจนำไปสู่ภาวะหมดไฟหรือซึมเศร้าได้ ผู้ดูแลจึงควรจัดสรรเวลาพักผ่อน ผลัดเปลี่ยนเวรการดูแลกับสมาชิกในครอบครัวคนอื่น และไม่ลังเลที่จะขอคำปรึกษาจากทีมแพทย์หรือนักจิตวิทยาเมื่อรู้สึกว่าตนเองเริ่มแบกรับไม่ไหว
แนวทางการรักษาประคับประคองและการจัดการอาการ ไม่ใช่เรื่องของการนับถอยหลังสู่วันสุดท้าย แต่คือการทำให้ทุกวันที่เหลืออยู่มีคุณภาพ สบายกาย สบายใจ และเต็มไปด้วยความทรงจำที่ดีระหว่างผู้ป่วยกับครอบครัว