ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เข้าใจความรู้สึกเมื่อสมองไม่ยอมอยู่นิ่ง

หลายครั้งที่พ่อแม่มักปรึกษาหมอว่า ทำไมลูกถึงนั่งทำการบ้านไม่ได้นาน หรือผู้ใหญ่หลายคนเริ่มสงสัยตัวเองว่าทำไมทำงานพลาดบ่อย ลืมของสำคัญ หรือใจลอยไปมาจนเสียงาน โรคสมาธิสั้นและภาวะการขาดสมาธิ ไม่ใช่เรื่องของการเกียจคร้านหรือการขาดระเบียบวินัย แต่เป็นเรื่องของกลไกในสมองที่ทำงานแตกต่างออกไป ซึ่งส่งผลต่อการควบคุมพฤติกรรมและการจัดลำดับความสำคัญในชีวิตประจำวัน

สมาธิสั้นไม่ได้มีแค่ความซน แต่แบ่งเป็นหลายรูปแบบ

เรามักคุ้นตากับภาพเด็กซน วิ่งพล่าน หรืออยู่นิ่งไม่ได้ แต่นั่นเป็นเพียงหนึ่งในอาการเท่านั้น ในทางการแพทย์ เราแบ่งลักษณะอาการหลักออกมาเป็น 3 กลุ่ม เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้นดังนี้

  • กลุ่มเผลอเรอ ขาดสมาธิ: มักทำของหายบ่อย ไม่ค่อยฟังเวลาคนอื่นพูด ทำงานไม่ค่อยเสร็จ หรือวอกแวกง่ายกับสิ่งเร้าเล็กน้อยรอบตัว
  • กลุ่มซน อยู่ไม่สุข: อยู่นิ่งไม่ได้ ขยับมือขยับเท้าตลอดเวลา พูดแทรกผู้อื่นบ่อยครั้ง หรือรอคอยอะไรไม่ได้
  • กลุ่มผสม: คือการมีอาการทั้งสองกลุ่มข้างต้นรวมกัน ซึ่งพบบ่อยที่สุดในกลุ่มที่มาปรึกษาแพทย์

ทำไมสมองถึงสั่งให้เราจดจ่อไม่ได้

การทำงานของสมองส่วนหน้าที่มีหน้าที่ควบคุมสมาธิและการยับยั้งชั่งใจในคนกลุ่มนี้ มีระดับสารสื่อประสาทบางชนิดอย่างโดปามีนหรือนอร์อิพิเนฟรินไม่สมดุล ส่งผลให้สมองขาดแรงกระตุ้นที่จะค้างอยู่กับงานที่น่าเบื่อหรืองานที่ต้องใช้ความพยายามต่อเนื่อง จึงไม่แปลกที่คนที่มีภาวะนี้จะรู้สึกว่าโลกหมุนเร็วไป หรือสมองสั่งให้เปลี่ยนความสนใจไปเรื่อยๆ โดยที่ห้ามตัวเองไม่ได้

สัญญาณเตือนที่ควรรู้ก่อนเริ่มปรับตัว

ถ้าคุณหรือคนใกล้ชิดมีพฤติกรรมเหล่านี้ต่อเนื่องมานานเกิน 6 เดือน และเริ่มส่งผลกระทบต่อการเรียน การทำงาน หรือความสัมพันธ์ ให้ลองสังเกตดูว่ามีข้อใดบ้าง

  • ทำงานผิดพลาดจากความไม่รอบคอบบ่อยครั้ง
  • เปลี่ยนความสนใจไปเรื่อยๆ โดยไม่ทำอะไรให้จบเป็นชิ้นเป็นอัน
  • รู้สึกอึดอัดเวลาต้องนั่งทำงานในที่แคบหรือนานๆ
  • มักทำของใช้ส่วนตัวหาย เช่น กุญแจรถ โทรศัพท์ หรือเอกสารสำคัญ
  • พูดเยอะ พูดเร็ว หรือขัดจังหวะคนอื่นโดยไม่ตั้งใจ

วิธีดูแลและปรับจูนชีวิตให้สมดุล

ข่าวดีคือ โรคสมาธิสั้นและภาวะการขาดสมาธิ สามารถจัดการได้ หมอจะเน้นการปรับพฤติกรรมควบคู่ไปกับวิธีอื่นๆ โดยมีหลักการสำคัญดังนี้

  • ใช้ตารางเวลาเป็นตัวช่วย: การเขียนบันทึกหรือใช้แอปพลิเคชันจัดการงานจะช่วยลดภาระของสมองในการต้องคอยจำ
  • แบ่งงานใหญ่ให้เป็นงานย่อย: การทำงานที่ดูเหมือนยากให้ซอยย่อยลงมา เพื่อให้สมองได้รับรางวัลความสำเร็จทีละเล็กทีละน้อย
  • สร้างสภาพแวดล้อมที่ลดสิ่งเร้า: จัดโต๊ะทำงานให้โล่งที่สุด เก็บสิ่งที่อาจดึงความสนใจออกไป
  • การใช้ยาภายใต้คำแนะนำของแพทย์: ในรายที่อาการรุนแรง การใช้ยาปรับสมดุลสารสื่อประสาทจะช่วยให้สมองจดจ่อได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

การยอมรับและทำความเข้าใจว่าเป็นเรื่องของธรรมชาติของสมอง คือก้าวแรกที่สำคัญที่สุด หากรู้สึกว่าชีวิตติดขัดจนรับมือไม่ไหว การปรึกษาหมอเพื่อขอคำแนะนำและแนวทางรักษาไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นการให้โอกาสตัวเองได้มีชีวิตที่ราบรื่นและมีความสุขมากขึ้น

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down