ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

วินาทีแรกที่ทารกคลอดออกมา เสียงร้องไห้จ้าคือสัญญาณชีวิตที่ทำให้คนเป็นพ่อเป็นแม่โล่งใจและเปี่ยมล้นไปด้วยความสุข แต่ในบางครั้ง เหตุการณ์กลับไม่เป็นไปตามแผนที่วางไว้ ทารกบางคนอาจมีอาการหายใจหอบเหนื่อย ตัวเขียว และต้องถูกส่งตัวเข้าหอผู้ป่วยวิกฤตทารกแรกเกิด (NICU) อย่างเร่งด่วน หนึ่งในสาเหตุสำคัญและเป็นภาวะวิกฤตที่หมอเด็กมักจะพบได้บ่อยคือ ภาวะความดันเลือดในปอดสูงคงที่ในทารกแรกเกิด หรือที่ทางการแพทย์เรียกว่า Persistent Pulmonary Hypertension of the Newborn (PPHN)

เพื่อช่วยให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจถึงความผิดปกตินี้อย่างลึกซึ้ง หมอจะขอเล่าถึงกลไกการทำงานของร่างกายทารก อาการเตือนที่ต้องระวัง และแนวทางการรักษาที่คุณหมอเด็กใช้เพื่อช่วยพาเจ้าตัวเล็กผ่านพ้นวิกฤตนี้ไปได้อย่างปลอดภัย

เมื่อหนูน้อยลืมตาดูโลก แต่ปอดกลับไม่ยอมทำงานตามปกติ

ในช่วงเวลาที่ทารกยังอยู่ในครรภ์มารดา ปอดของเขาจะยังไม่ได้ใช้งานเพื่อการหายใจ เนื่องจากได้รับออกซิเจนโดยตรงผ่านทางรกและสายสะดือ ในช่วงนี้ หลอดเลือดในปอดของทารกจะหดตัวแคบมาก ทำให้มีความดันในหลอดเลือดปอดสูง ส่งผลให้เลือดไหลเวียนผ่านปอดเพียงเล็กน้อยเท่านั้น โดยเลือดส่วนใหญ่จะไหลผ่านช่องทางพิเศษเพื่อไปเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกายโดยตรง

แต่เมื่อทารกคลอดออกมาและเริ่มสูดลมหายใจเข้าครั้งแรก ปอดจะขยายออก ของเหลวในปอดจะถูกดูดซึมไป และหลอดเลือดในปอดจะเปิดกว้างออกอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความดันในปอดลดต่ำลง เลือดจึงสามารถไหลเวียนเข้าไปรับออกซิเจนที่ปอดได้อย่างเต็มที่เพื่อนำไปเลี้ยงร่างกาย

ความผิดปกติจะเกิดขึ้นเมื่อกระบวนการเปลี่ยนผ่านนี้สะดุดลง หลอดเลือดในปอดของทารกไม่ยอมขยายตัวและยังคงหดเกร็งอยู่ ส่งผลให้เกิด ภาวะความดันเลือดในปอดสูงคงที่ในทารกแรกเกิด ทำให้เลือดไม่สามารถไหลเข้าสู่ปอดเพื่อรับออกซิเจนได้เพียงพอ ร่างกายของทารกจึงเกิดภาวะขาดออกซิเจนอย่างรุนแรง ซึ่งเป็นสถานการณ์ที่ต้องได้รับการดูแลรักษาจากแพทย์อย่างเร่งด่วนที่สุด

สัญญาณเตือนที่บ่งบอกว่าลูกน้อยกำลังเผชิญภาวะขาดออกซิเจน

อาการของภาวะนี้มักจะแสดงออกมาให้เห็นอย่างรวดเร็วภายในไม่กี่ชั่วโมงแรกหลังคลอด โดยทีมแพทย์และพยาบาลในห้องคลอดจะสังเกตเห็นสิ่งผิดปกติเหล่านี้ได้อย่างชัดเจน

  • ผิวหนังและริมฝีปากมีสีเขียวคล้ำ: เกิดจากระดับออกซิเจนในเลือดต่ำมาก แม้จะได้รับออกซิเจนเสริมเข้าไปแล้วแต่อาการตัวเขียวก็อาจจะไม่ดีขึ้น
  • หายใจเร็วและหอบเหนื่อย: ทารกจะหายใจเร็วกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด มีการดึงรั้งของกล้ามเนื้อบริเวณชายโครงและอกบุ๋มขณะหายใจ
  • มีเสียงครางในลำคอ: ทารกจะส่งเสียงครางเบาๆ ทุกครั้งที่หายใจออก ซึ่งเป็นกลไกที่ร่างกายพยายามรักษาแรงดันในปอดไว้
  • สัญญาณชีพไม่คงที่: ความดันโลหิตอาจต่ำลง และหัวใจเต้นเร็วผิดปกติ

อะไรคือสาเหตุที่ทำให้หลอดเลือดปอดของทารกไม่ยอมเปิดขยาย?

ภาวะหลอดเลือดปอดหดเกร็งไม่ยอมคลายตัวหลังคลอดนั้น สามารถเกิดขึ้นได้จากหลายปัจจัยร่วมกัน โดยหมอมักพบสาเหตุหลักๆ ดังต่อไปนี้

1. ภาวะสูดสำลักขี้เทา (Meconium Aspiration Syndrome)

นี่คือสาเหตุที่พบได้บ่อยที่สุด เมื่อทารกเกิดภาวะเครียดระหว่างอยู่ในครรภ์หรือขณะคลอด อาจทำให้ขับถ่ายขี้เทาออกมาในน้ำคร่ำและสูดสำลักเข้าไปในปอด ขี้เทาจะเข้าไปอุดกั้นทางเดินหายใจและก่อให้เกิดการอักเสบอย่างรุนแรง ส่งผลให้หลอดเลือดปอดหดตัว

2. การติดเชื้อในกระแสเลือดหรือปอดอักเสบ

การติดเชื้อแบคทีเรียตั้งแต่แรกเกิดสามารถกระตุ้นให้ร่างกายหลั่งสารอักเสบต่างๆ ออกมา ซึ่งสารเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้หลอดเลือดในปอดหดเกร็งตัวอย่างรุนแรง

3. พัฒนาการของปอดไม่สมบูรณ์

ทารกบางรายอาจมีความผิดปกติของโครงสร้างหลอดเลือดในปอดตั้งแต่ตอนอยู่ในครรภ์ ทำให้หลอดเลือดมีความหนาตัวมากกว่าปกติและไม่สามารถขยายตัวได้เมื่อคลอดออกมา

4. ความเครียดระหว่างคลอดและภาวะขาดออกซิเจน

การคลอดที่ยากลำบากหรือใช้เวลานานเกินไปจนทำให้ทารกขาดออกซิเจนชั่วขณะ จะเป็นตัวกระตุ้นให้หลอดเลือดปอดหดตัวแน่นขึ้น

การดูแลรักษาเพื่อช่วยให้ปอดของลูกกลับมาทำงานได้ตามปกติ

เป้าหมายสำคัญที่สุดในการรักษาภาวะนี้คือ การเพิ่มระดับออกซิเจนในเลือด ลดความดันในหลอดเลือดปอด และประคับประคองการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิตจนกว่าปอดของทารกจะสามารถทำงานได้เองอย่างเป็นปกติ โดยทั่วไปทีมกุมารแพทย์ทารกแรกเกิดจะใช้เครื่องมือและการรักษาเฉพาะทาง ดังนี้

  • การใช้เครื่องช่วยหายใจประสิทธิภาพสูง: แพทย์อาจใช้เครื่องช่วยหายใจชนิดความถี่สูง (High-Frequency Oscillatory Ventilator) เพื่อช่วยเปิดถุงลมในปอดให้ขยายตัวโดยไม่ทำลายเนื้อปอดที่บอบบาง
  • การให้ก๊าซไนตริกออกไซด์ทางการสูดดม (Inhaled Nitric Oxide): นี่คือยารักษาเฉพาะเจาะจงที่สำคัญมาก ก๊าซนี้จะช่วยสั่งการให้หลอดเลือดในปอดขยายตัวโดยตรง ทำให้เลือดไหลเวียนไปรับออกซิเจนได้ดีขึ้นอย่างรวดเร็ว
  • การประคับประคองระบบไหลเวียนโลหิต: การให้ยาเพิ่มความดันโลหิตและสารน้ำทางหลอดเลือดดำ เพื่อรักษาความดันโลหิตของร่างกายให้สูงกว่าความดันในปอด เลือดจะได้ไหลไปเลี้ยงปอดได้สะดวกขึ้น
  • การสร้างสิ่งแวดล้อมที่เงียบสงบ: ทารกที่มีภาวะนี้จะไวต่อสิ่งกระตุ้นมาก เสียงดังหรือการรบกวนเพียงเล็กน้อยอาจทำให้หลอดเลือดปอดหดตัวเฉียบพลัน ทีมพยาบาลจะดูแลในห้องที่เงียบและมืด หลีกเลี่ยงการรบกวนตัวทารกให้มากที่สุด
  • การใช้เครื่องปอดและหัวใจเทียม (ECMO): ในกรณีที่รุนแรงมากและการรักษาอื่นๆ ไม่ได้ผล แพทย์อาจจำเป็นต้องใช้เครื่อง ECMO เพื่อทำหน้าที่แลกเปลี่ยนออกซิเจนแทนปอดและหัวใจชั่วคราว เพื่อรอเวลาให้ปอดของทารกได้ฟื้นตัว

หลังผ่านพ้นวิกฤต คุณพ่อคุณแม่ต้องดูแลและเฝ้าระวังอะไรต่อบ้าง?

แม้ว่าภาวะความดันเลือดในปอดสูงคงที่ในทารกแรกเกิดจะเป็นสถานการณ์ที่น่ากังวลใจและสร้างความเครียดให้ครอบครัวเป็นอย่างมาก แต่ด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์และการดูแลอย่างใกล้ชิดในหออภิบาลทารกแรกเกิดในปัจจุบัน ทารกส่วนใหญ่สามารถรักษาหายและกลับบ้านได้ตามปกติ

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หนูน้อยได้รับอนุญาตให้กลับบ้านได้แล้ว หมอแนะนำให้คุณพ่อคุณแม่ปฏิบัติตามแนวทางเหล่านี้เพื่อการฟื้นตัวที่สมบูรณ์

การติดตามอาการอย่างต่อเนื่องกับกุมารแพทย์เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่ง เนื่องจากทารกบางรายที่เคยผ่านภาวะขาดออกซิเจนหรือได้รับการรักษาด้วยเครื่องช่วยหายใจเป็นเวลานาน อาจมีความเสี่ยงต่อการพัฒนาการทางสมองที่ล่าช้า หรือปัญหาเกี่ยวกับการได้ยิน การตรวจประเมินพัฒนาการและตรวจการได้ยินตามนัดจึงเป็นเรื่องที่ไม่ควรละเลย

นอกจากนี้ ควรดูแลเรื่องโภชนาการให้เหมาะสม หลีกเลี่ยงการพาเจ้าตัวเล็กไปในที่ชุมชนแออัดเพื่อป้องกันการติดเชื้อในระบบทางเดินหายใจซ้ำเติม และหากพบว่าลูกมีอาการหายใจเหนื่อย มีไข้ หรือดูซึมลง ควรรีบพามาพบแพทย์ทันทีโดยไม่ต้องรอให้ถึงวันนัด

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด

คลินิกกุมารเวชกรรมโดยแพทย์เฉพาะทาง ให้บริการตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ศูนย์รวมวัคซีน ตรวจสุขภาพ พร้อมเครื่องมือที่ทันสมัย สะอาด ปลอดภัย สำหรับทุกคนในครอบครัว

แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพที่คุณต้องการ หรือเลือกดูตามหมวดหมู่

🐻 แชทคุยกับคุณหมอนะคะ