ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

ความผิดพลาดหรืออุบัติเหตุที่ไม่คาดคิดเกิดขึ้นได้เสมอ ไม่ว่าจะเป็นถุงยางอนามัยแตกระหว่างมีเพศสัมพันธ์ การถูกล่วงละเมิด หรืออุบัติเหตุเข็มฉีดยาตำจากการทำงาน สิ่งแรกที่มักตามมาคือความวิตกกังวลและความกลัวว่าจะติดเชื้อ HIV หรือไม่ ในสถานการณ์ฉุกเฉินเช่นนี้ การแพทย์มีวิธีรับมือที่เรียกว่า การป้องกันหลังสัมผัสเชื้อ (Post-Exposure Prophylaxis) หรือที่เรียกสั้นๆ ว่า ยา PEP ซึ่งเปรียบเสมือนยาคุมกำเนิดฉุกเฉินสำหรับป้องกันเชื้อ HIV

ยา PEP คืออะไร และช่วยหยุดยั้งเชื้อได้อย่างไร?

ยา PEP คือการรับประทานยาต้านไวรัสอย่างต่อเนื่องเป็นเวลา 28 วัน เพื่อลดโอกาสที่เชื้อ HIV จะเข้าไปฝังตัวและแบ่งตัวในร่างกาย เมื่อร่างกายได้รับเชื้อเข้ามา ไวรัสจะยังไม่เข้าสู่เซลล์เม็ดเลือดขาวทันที แต่จะใช้เวลาช่วงสั้นๆ ในการเดินทางและสร้างฐานที่มั่น หากเราเติมยาต้านไวรัสเข้าไปขัดขวางกระบวนการนี้ได้ทันเวลา ไวรัสจะไม่สามารถเพิ่มจำนวนและจะถูกระบบภูมิคุ้มกันกำจัดออกไปได้ในที่สุด

ทำไมต้องเริ่มยาภายใน 72 ชั่วโมงแรก?

สิ่งสำคัญที่สุดของการใช้ยา PEP คือ ความเร็ว ทางการแพทย์กำหนดกรอบเวลาที่ได้ผลดีที่สุดไว้ที่ไม่เกิน 72 ชั่วโมงหลังสัมผัสเชื้อ

  • ยิ่งเร็วยิ่งดี: หากเริ่มกินยาได้ภายใน 24 ชั่วโมงแรก ประสิทธิภาพในการป้องกันจะสูงที่สุด
  • หลัง 72 ชั่วโมง: ไวรัสอาจแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดและเซลล์เป้าหมายไปแล้ว ทำให้ประสิทธิภาพของยาลดลงอย่างมากจนอาจไม่สามารถป้องกันได้

เหตุการณ์แบบไหนบ้างที่ควรมาพบแพทย์เพื่อรับยา PEP?

หากตกอยู่ในสถานการณ์ที่มีความเสี่ยงสูงเหล่านี้ ควรรีบไปโรงพยาบาลหรือคลินิกเฉพาะทางทันที

  • อุบัติเหตุทางเพศสัมพันธ์: ถุงยางอนามัยแตก รั่ว หลุด หรือไม่ได้ใช้ถุงยางอนามัยกับคู่นอนที่ไม่ทราบผลเลือดหรือมีเชื้อ HIV
  • การถูกล่วงละเมิดทางเพศ: ทุกกรณีที่มีการสอดใส่โดยไม่ได้ป้องกัน
  • อุบัติเหตุจากการทำงาน: บุคลากรทางการแพทย์ที่โดนเข็มฉีดยาหรือของมีคมเปื้อนเลือดผู้ป่วยทิ่มตำ รวมถึงเลือดกระเด็นเข้าเยื่อบุตาหรือบาดแผลเปิด
  • การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน: ในกลุ่มผู้ใช้สารเสพติดชนิดฉีด

ขั้นตอนการรับยาและแนวทางการกินยาให้ครบ 28 วัน

เมื่อเดินทางไปพบแพทย์ แพทย์จะไม่ได้จ่ายยาให้ทันทีโดยไม่มีการตรวจ แต่จะมีกระบวนการเพื่อความปลอดภัย ดังนี้

1. การประเมินความเสี่ยงและตรวจเลือดเบื้องต้น

แพทย์จะซักถามเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นอย่างละเอียด พร้อมเจาะเลือดตรวจหาการติดเชื้อ HIV ณ ปัจจุบัน เพื่อยืนยันว่าผู้รับยายังไม่มีเชื้ออยู่ในร่างกายมาก่อน รวมถึงตรวจการทำงานของตับ ไต และตรวจคัดกรองไวรัสตับอักเสบ

2. การกินยาอย่างมีวินัย

ยา PEP ประกอบด้วยยาต้านไวรัส 2-3 ชนิดรวมกัน ผู้ใช้ต้องกินยาทุกวันในเวลาเดียวกันอย่างเคร่งครัด ห้ามลืม ห้ามหยุดยาเอง และต้องกินติดต่อกันจนครบ 28 วัน เพื่อให้ระดับยาในเลือดคงที่พอที่จะยับยั้งไวรัสได้ตลอดเวลา

ผลข้างเคียงที่อาจพบได้ และวิธีจัดการเบื้องต้น

ยาต้านไวรัสในปัจจุบันได้รับการพัฒนาให้มีผลข้างเคียงน้อยลงมาก แต่บางคนอาจมีอาการเหล่านี้ได้ในช่วง 1-2 สัปดาห์แรก

  • คลื่นไส้ อาเจียน หรือเบื่ออาหาร: แนะนำให้กินยาพร้อมอาหารหรือหลังอาหารทันทีเพื่อลดการระคายเคืองกระเพาะ
  • เวียนศีรษะ ปวดศีรษะ หรืออ่อนเพลีย: พักผ่อนให้เพียงพอและดื่มน้ำมากๆ
  • ถ่ายเหลวหรือแน่นท้อง: อาการมักค่อยๆ ดีขึ้นเองเมื่อร่างกายเริ่มปรับตัวได้

หากมีอาการแพ้ยารุนแรง เช่น มีผื่นคันขึ้นตามตัว แน่นหน้าอก หรือหายใจลำบาก ควรรีบกลับมาพบแพทย์ทันที

ตรวจเลือดซ้ำเมื่อไหร่ ถึงจะมั่นใจได้ว่าปลอดภัย?

หลังกินยาครบ 28 วัน ยังไม่ถือว่าสิ้นสุดกระบวนการ แพทย์จะนัดตรวจเลือดติดตามผลเพื่อยืนยันความปลอดภัย โดยทั่วไปจะมีการตรวจเลือดซ้ำที่:

  • สัปดาห์ที่ 4: เมื่อกินยาครบตามกำหนด
  • เดือนที่ 3: หลังการสัมผัสเชื้อเพื่อยืนยันผลการตรวจเป็นลบอย่างแน่นอน

ระหว่างที่อยู่ในช่วงกินยาและรอผลตรวจเลือด ควรหลีกเลี่ยงการมีเพศสัมพันธ์โดยไม่ใช้ถุงยางอนามัย และงดการบริจาคเลือด เพื่อป้องกันการถ่ายทอดเชื้อที่อาจเกิดขึ้น

การป้องกันหลังสัมผัสเชื้อด้วยยา PEP เป็นทางออกฉุกเฉินที่มีประสิทธิภาพสูง แต่ไม่ควรใช้เป็นวิธีป้องกันหลัก หากประเมินแล้วว่ามีพฤติกรรมเสี่ยงอย่างต่อเนื่อง การเลือกใช้ยา PrEP (ยาป้องกันก่อนสัมผัสเชื้อ) ควบคู่กับการใช้ถุงยางอนามัยทุกครั้ง จะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมและปลอดภัยในระยะยาวมากกว่า

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down