วันนี้นั่งคุยกับคนไข้โรคความดันโลหิตสูงท่านหนึ่ง
เขาถามผมด้วยความสงสัยว่า หมอครับ อาการผมปกติมาหลายเดือนแล้ว ความดันก็สวย ทำไมยังต้องนัดตรวจเลือดและเจอหมอทุกสามเดือนอีกเปลืองค่าใช้จ่ายเปล่าๆ คำถามนี้เป็นคำถามคลาสสิกที่ผมเจอเกือบทุกวัน และเข้าใจมุมมองของคนไข้เป็นอย่างดีครับ เพราะในความรู้สึกของคนทั่วไป เมื่อหายจากโรคหรือควบคุมอาการได้แล้ว การเดินเข้าโรงพยาบาลก็น่าจะเป็นเรื่องที่จบๆ กันไป
แต่ในมุมมองของคนเป็นหมอ การตรวจติดตามผลการรักษาระยะยาว ไม่ใช่แค่การมานั่งคุยกันสvนๆ หรือจ่ายยาตามใบสั่งเดิมซ้ำๆ แต่มันคือเกราะป้องกันด่านสำคัญที่ไม่ให้โรคเดิมกลับมาเล่นงานเราซ้ำสอง หรือช่วยให้เรามองเห็นสัญญาณเตือนภัยล่วงหน้าก่อนที่อวัยวะภายในจะพังเสียหาย
โรคหายแล้ว ทำไมยังต้องนัดตรวจซ้ำอีกเรื่อยๆ?
เวลาที่เราทานยาจนหายปวด หรือค่าน้ำตาลในเลือดลดลงมาอยู่ในเกณฑ์ปกติ นั่นไม่ได้แปลว่าโรคหายขาดจากร่างกายไปตลอดกาล โดยเฉพาะกลุ่มโรคเรื้อรังอย่างเบาหวาน ความดัน ไขมันในเลือดสูง หรือแม้กระทั่งโรคข้ออักเสบเรื้อรัง โรคเหล่านี้เปรียบเสมือนไฟใต้ฟางครับ ถึงแม้เราจะดับเปลวไฟข้างบนได้แล้ว แต่ความร้อนระอุข้างล่างยังคงอยู่ หากขาดการดูแลต่อเนื่อง ไฟก็พร้อมจะลุกโชนขึ้นมาใหม่ได้เสมอ
การนัดหมายระยะยาวจึงมีเป้าหมายหลักอยู่สามข้อด้วยกัน:
- ประเมินประสิทธิภาพของยา: ดูว่าขนาดยาที่กินอยู่ตอนนี้ยังพอดีกับร่างกายไหม เพราะอายุที่มากขึ้น น้ำหนักที่เปลี่ยนไป หรือพฤติกรรมการกิน อาจทำให้ยาที่เคยได้ผลดีกลายเป็นน้อยเกินไปหรือมากเกินไป
- เช็กผลข้างเคียงเงียบๆ: ยาหลายตัวต้องผ่านตับและไต การตรวจเลือดสม่ำเสมอช่วยให้เราเห็นว่าอวัยวะพวกนี้ยังทำงานไหวไหม ก่อนที่มันจะแสดงอาการพังออกมาให้เห็น
- ปรับเปลี่ยนเป้าหมายการรักษา: ร่างกายคนเราไม่หยุดนิ่งครับ แผนการรักษาเมื่อปีที่แล้วอาจจะไม่เหมาะกับปีนี้ การติดตามผลทำให้เราปรับจูนวิธีดูแลตัวเองให้เข้ากับวัยที่เปลี่ยนไปได้ตลอดเวลา
ความเสี่ยงที่ซ่อนอยู่ เมื่อคนไข้ตัดสินใจหยุดหาหมอและซื้อกินเอง
เรื่องที่หมอเป็นห่วงที่สุดคือการที่คนไข้หายหน้าไปจากคลินิกแล้วไปซื้อยาตามร้านขายยาเอง หรือหนักกว่านั้นคือหยุดยาเองเพราะคิดว่าตัวเองแข็งแรงดีแล้ว ผลลัพธ์ที่ตามมามักจะไม่ค่อยสวยงามนักครับ
ตัวอย่างที่พบบ่อยคือ โรคความดันโลหิตสูง คนไข้หลายคนหยุดกินยาลดความดันเพราะรู้สึกว่าช่วงนี้หัวใจไม่ค่อยเต้นแรงและไม่มีอาการปวดหัว โดยไม่รู้เลยว่าความดันที่พุ่งสูงขึ้นเรื่อยๆ กำลังไปทำลายผนังหลอดเลือดสมองและไตอย่างเงียบๆ จนกระทั่งวันหนึ่งเกิดเส้นเลือดในสมองแตกเฉียบพลัน ซึ่งเป็นเหตุการณ์ที่เราอยากป้องกันมากที่สุดแต่แรก
การตรวจติดตามผลระยะยาว ประกอบด้วยอะไรบ้าง?
หลายคนกลัวการเจอหมอเพราะไม่อยากโดนเจาะเลือดบ่อยๆ แต่เชื่อผมเถอะครับว่า การเจาะเลือดเพียงเล็กน้อยดีกว่าการนอนโรงพยาบาลยาวๆ แน่นอน โดยทั่วไปการติดตามผลจะครอบคลุมเรื่องเหล่านี้:
การตรวจเลือดและปัสสาวะเพื่อดูการทำงานของอวัยวะ
นี่คือหัวใจสำคัญของการติดตามผลครับ ผลเลือดจะบอกได้ทันทีว่าน้ำตาลสะสม ไขมันไม่ดี และการทำงานของตับไตยังปกติดีอยู่ไหม หมอไม่ได้ตรวจเพื่อจับผิดว่าใครกินอะไรผิดกฎมาบ้าง แต่ตรวจเพื่อให้รู้ว่าร่างกายไหวกับยารักษาหรือเปล่า
การพูดคุยประเมินพฤติกรรมการใช้ชีวิต
การรักษาไม่ได้จบที่หน้าห้องยา การพูดคุยกันสั้นๆ จะทำให้หมอรู้ว่าช่วงนี้ชีวิตคนไข้เครียดเรื่องงานไหม นอนหลับดีหรือเปล่า หรือแอบไปกินเค็มกินหวานมามากแค่ไหน ข้อมูลเหล่านี้มีค่ามากกว่าผลแล็บเสียอีก เพราะมันคือสาเหตุที่แท้จริงของอาการเจ็บป่วย
การสร้างวินัยในการดูแลตัวเองระหว่างนัดแต่ละครั้ง
ระหว่างที่รอหมอนัดรอบถัดไป สามเดือนหรือหกเดือน การบ้านชิ้นใหญ่ที่สุดอยู่ที่ตัวคนไข้เองครับ การจดบันทึกอาการ การสังเกตความเปลี่ยนแปลงของร่างกาย หรือการจดค่าวัดความดัน น้ำตาลที่บ้านมาให้หมอดูก็เหมือนกับการส่งการบ้านครู ซึ่งช่วยให้การพบกันครั้งถัดไปมีประสิทธิภาพมากขึ้นอย่างมาก
จำไว้เสมอว่า ร่างกายของเราไม่ใช่รถยนต์ที่พอเสียแล้วส่งซ่อมให้กลับมาเหมือนเดิมได้ร้อยเปอร์เซ็นต์ การตรวจติดตามผลการรักษาระยะยาวจึงไม่ใช่ภาระน่าเบื่อ แต่เป็นการลงทุนระยะยาวเพื่อให้เราได้ใช้ชีวิตอย่างแข็งแรงและมีความสุขกับคนที่เรารักไปนานๆ ครับ