ช่วงที่ฝนตกชุกหรืออากาศเริ่มเปลี่ยนทิศทาง ลมหนาวเริ่มพัดมา หมอมักจะเจอกับคุณพ่อคุณแม่ที่พาลูกน้อยเดินเข้ามาในห้องตรวจด้วยความกังวลใจ หลายครอบครัวมาพร้อมกับเสียงไอโขลกๆ ของลูก และเสียงหายใจที่ดังครืดคราดจนคนเป็นพ่อเป็นแม่แทบไม่ได้นอนทั้งคืน คำถามยอดฮิตที่หมอมักจะได้รับในสถานการณ์แบบนี้คือ ลูกแค่เป็นหวัดธรรมดาหรือกำลังเผชิญกับไวรัสตัวร้ายตัวนี้กันแน่
โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) กลายมาเป็นฝันร้ายของพ่อแม่ที่มีลูกวัยต่ำกว่า 2 ปีอยู่เสมอ เพราะเจ้าไวรัสตัวนี้ไม่ได้ทำให้เกิดแค่หวัดธรรมดาๆ แต่อาจลุกลามลงไปถึงปอดจนทำให้เด็กตัวเล็กๆ ต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อพ่นยาและดูดเสมหะกันเป็นแถว เพื่อให้ทุกคนเข้าใจและรับมือได้อย่างเท่าทัน หมออยากชวนมาเจาะลึกเรื่องนี้กัน
ทำความรู้จักไวรัสตัวร้ายที่คอยรังแกปอดของลูกน้อย
ไวรัสอาร์เอสวี หรือ Respiratory Syncytial Virus เป็นเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งจริงๆ แล้วสามารถติดเชื้อได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ แต่กลุ่มที่น่าเป็นห่วงที่สุดคือเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 2 ปี เด็กที่คลอดก่อนกำหนด หรือเด็กที่มีโรคประจำตัวเกี่ยวกับปอดและหัวใจ
สาเหตุที่เด็กเล็กมีอาการรุนแรงกว่าผู้ใหญ่ เป็นเพราะหลอดลมของพวกเขายังมีขนาดเล็กและสั้นมาก เมื่อเกิดการติดเชื้อไวรัสชนิดนี้ ร่างกายจะสร้างเสมหะและสิ่งคัดหลั่งออกมาจำนวนมหาศาลเพื่อดักจับเชื้อโรค เสมหะที่เหนียวข้นเหล่านั้นจึงเข้าไปอุดตันทางเดินหายใจที่เล็กอยู่แล้ว ส่งผลให้เด็กหายใจลำบาก หอบเหนื่อย และในบางรายอาจเกิดภาวะปอดอักเสบตามมาได้ง่ายมาก
อาการแบบไหนที่บอกว่านี่ไม่ใช่แค่หวัดธรรมดา แต่คือโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV)
ในช่วง 1-3 วันแรก อาการของโรคนี้จะละม้ายคล้ายไข้หวัดธรรมดาจนแทบแยกไม่ออก เด็กจะมีไข้ต่ำๆ มีน้ำมูก และไอเล็กน้อย แต่สิ่งที่ทำให้โรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) แตกต่างจากไข้หวัดทั่วไปคือ อาการจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นอย่างรวดเร็วหลังจากผ่านวันที่สามไปแล้ว โดยจุดสังเกตที่พ่อแม่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดมีดังนี้
- มีเสมหะในคอจำนวนมาก: สังเกตได้จากเสียงหายใจที่ดังครืดคราดตลอดเวลา หรือเมื่อเอามือทาบที่อกหรือหลังของลูกจะรู้สึกได้ถึงแรงสั่นสะเทือนของเสมหะ
- ไอถี่และรุนแรงขึ้น: ลักษณะการไอจะเริ่มเปลี่ยนไป เป็นการไอแห้งๆ ถี่ๆ หรือไอจนอาเจียนออกมาเป็นเสมหะเหนียว
- พฤติกรรมเปลี่ยนไป: ลูกจะเริ่มงอแงมากกว่าปกติ ซึมลง ไม่ยอมกินนม หรือกินนมได้น้อยมากเนื่องจากหายใจไม่ทันขณะที่ต้องกลืนนม
อาการเหนื่อยหอบขั้นวิกฤตที่ต้องรีบส่งโรงพยาบาลทันที
หากสังเกตเห็นอาการดังต่อไปนี้ หมอขอแนะนำว่าอย่านิ่งนอนใจและไม่ต้องรอให้ถึงเช้า ให้รีบพาลูกน้อยส่งโรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันทีเพื่อความปลอดภัย
อาการหายใจเร็วและอกบุ๋ม
เด็กจะใช้กล้ามเนื้อส่วนอื่นช่วยในการหายใจ สังเกตได้ง่ายๆ เวลาที่ลูกไม่ใส่เสื้อ จะเห็นผิวหนังบริเวณใต้ซี่โครง ซอกคอ หรือหัวไหล่บุ๋มลึกลงไปทุกครั้งที่หายใจเข้า นปีกจมูกจะบานออกขณะหายใจ
เสียงหายใจดังวี๊ด
เป็นสัญญาณเตือนว่าหลอดลมของลูกเริ่มตีบแคบลงอย่างรุนแรงจากเสมหะและการอักเสบของเนื้อเยื่อรอบๆ หลอดลม
ริมฝีปากหรือปลายมือปลายเท้าเริ่มเขียวคล้ำ
นี่คือภาวะขาดออกซิเจนในกระแสเลือดขั้นรุนแรง เด็กอาจจะมีอาการซึมลงอย่างเห็นได้ชัดและไม่ตอบสนองต่อการเรียก
เมื่อไม่มียาฆ่าเชื้อโดยตรง หมอรักษาลูกน้อยด้วยวิธีใดบ้าง
หนึ่งในความจริงที่ทำให้พ่อแม่กังวลใจคือ ปัจจุบันยังไม่มียารักษาหรือยาฆ่าเชื้อไวรัสอาร์เอสวีโดยเฉพาะ การรักษาจึงเป็นการรักษาตามอาการเพื่อช่วยให้ร่างกายของเด็กฟื้นตัวและผ่านพ้นวิกฤตไปได้ด้วยตัวเอง ซึ่งแนวทางการดูแลของทีมแพทย์ประกอบด้วย
- การดูดเสมหะอย่างถูกวิธี: เป็นขั้นตอนสำคัญที่สุดในเด็กเล็ก เนื่องจากเด็กยังไม่สามารถขากเสมหะออกมาเองได้ การช่วยดูดเสมหะออกจากจมูกและลำคอจะช่วยเปิดทางเดินหายใจให้โล่งขึ้นทันที
- การพ่นยาขยายหลอดลม: ในกรณีที่ตรวจพบว่ามีเสียงหลอดลมตีบ หมอจะพิจารณาใช้ยาพ่นเพื่อช่วยลดการเกร็งตัวของหลอดลม ทำให้เด็กหายใจสะดวกขึ้น
- การให้ออกซิเจนบำบัด: หากระดับออกซิเจนในเลือดต่ำกว่าเกณฑ์ แพทย์จะให้ออกซิเจนผ่านทางสายจมูก หรือใช้เครื่องช่วยหายใจแรงดันบวกในรายที่มีอาการรุนแรง
- การให้สารน้ำทางหลอดเลือดดำ: สำหรับเด็กที่กินนมและน้ำได้น้อยมาก เพื่อป้องกันภาวะขาดน้ำและช่วยให้เสมหะเหนียวข้นน้อยลง
คาถาป้องกันให้ลูกปลอดภัยจากโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV)
เนื่องจากวัคซีนป้องกันโรคติดเชื้อไวรัสอาร์เอสวี (RSV) สำหรับเด็กเล็กในวงกว้างยังมีข้อจำกัดและเพิ่งเริ่มมีการพัฒนาและใช้งานในบางกลุ่มเท่านั้น การป้องกันด้วยการปรับพฤติกรรมและการสุขอนามัยที่ดีจึงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุดที่พ่อแม่สามารถสร้างให้ลูกได้
อันดับแรกคือการล้างมือบ่อยๆ เชื้อไวรัสชนิดนี้สามารถอยู่บนพื้นผิวสัมผัส เช่น ของเล่น ลูกบิดประตู หรือโต๊ะอาหารได้นานหลายชั่วโมง การล้างมือด้วยสบู่และน้ำสะอาดหรือเจลแอลกอฮอล์ทุกครั้งก่อนสัมผัสตัวลูกจึงเป็นเรื่องที่ห้ามละเลยเด็ดขาด
นอกจากนี้ ควรงดการพาลูกน้อยไปในสถานที่แออัดที่มีผู้คนหนาแน่นในช่วงที่มีการแพร่ระบาด และกฎเหล็กที่หมออยากฝากไว้คือ หากมีคนในบ้านมีอาการหวัด ไอ หรือมีน้ำมูก ควรงดการหอมแก้ม จูบ หรือสัมผัสใกล้ชิดกับเด็กเล็กโดยเด็ดขาด และหากพี่คนโตที่ไปโรงเรียนมีอาการป่วย ควรแยกห้องนอนและแยกของใช้ส่วนตัวเพื่อป้องกันไม่ให้นำเชื้อมาแพร่สู่น้องคนเล็กในบ้าน
การเข้าใจธรรมชาติของโรค รู้จักสังเกตอาการอย่างมีสติ และเข้าพบแพทย์อย่างทันท่วงที จะช่วยให้เราสามารถปกป้องปอดคู่เล็กๆ ของลูกรักให้ผ่านพ้นช่วงฤดูกาลระบาดของไวรัสตัวร้ายนี้ไปได้อย่างปลอดภัย