ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

เวลาที่พาลูกตัวน้อยมาหาหมอด้วยอาการไอ หายใจครืดคราด หรือหายใจมีเสียงวี้ด สิ่งหนึ่งที่คุณพ่อคุณแม่มักจะกังวลใจเป็นพิเศษคือตอนที่หมอบอกว่าจำเป็นต้องพ่นยา ภาพของหน้ากากครอบหน้าที่มีควันสีขาวลอยฟุ้งออกมา มักทำให้คนเป็นแม่ใจเสียและตั้งคำถามในใจว่า ยาที่ลอยมากับควันนั้นคือยาอะไร ปลอดภัยกับทารกจริงไหม และทำไมเด็กแต่ละคนถึงได้ยาพ่นที่ไม่เหมือนกัน

ในฐานะหมอเด็ก หมออยากชวนคุณแม่มาทำความเข้าใจร่วมกันว่า การพ่นยาไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัวอย่างที่คิด หากเราเข้าใจหลักการทำงานของตัวยาแต่ละประเภท การทำความเข้าใจเกี่ยวกับชนิดของยาและสารละลายที่ใช้ในการดูแลทางเดินหายใจของลูก จะช่วยลดความกังวลและทำให้คุณแม่ดูแลลูกน้อยได้อย่างถูกต้องและมั่นใจมากขึ้นในยามที่เขาเจ็บป่วย

น้ำเกลือพ่นยา... ไม่ใช่แค่น้ำเกลือล้างจมูกธรรมดา

สารละลายพื้นฐานที่สุดที่หมอใช้ในการพ่นยาคือ น้ำเกลือปราศจากเชื้อ ซึ่งหลายคนอาจเข้าใจผิดว่าคือน้ำเกลือขวดเดียวกับที่ใช้ล้างจมูกทั่วไป แต่ในทางการแพทย์ น้ำเกลือที่นำมาใช้พ่นจะมีระดับความเข้มข้นที่แตกต่างกันตามวัตถุประสงค์ในการรักษา

น้ำเกลือธรรมดา (Normal Saline 0.9%) ตัวช่วยหลักในการเจือจางยา

น้ำเกลือชนิดนี้มีความเข้มข้นเท่ากับน้ำในเซลล์ร่างกายของเรา หมอมักใช้เป็นตัวทำละลายเพื่อเจือจางยากลุ่มขยายหลอดลมหรือยาลดการอักเสบ เพื่อให้ตัวยาเหล่านั้นกระจายเป็นละอองฝอยขนาดเล็กที่สามารถสูดดมเข้าไปถึงหลอดลมส่วนลึกได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ละอองน้ำเกลือธรรมดายังช่วยเพิ่มความชุ่มชื้นให้กับทางเดินหายใจ ทำให้เสมหะที่เหนียวข้นอ่อนตัวลงและขับออกง่ายขึ้น

น้ำเกลือความเข้มข้นสูง (Hypertonic Saline 3%) ตัวช่วยดึงน้ำลดบวมในหลอดลม

น้ำเกลือชนิดนี้มีความเข้มข้นของเกลือสูงกว่าร่างกาย หมอไม่ได้ใช้เพื่อเจือจางยา แต่ใช้เป็นยารักษาโดยตรงในทารกบางภาวะ โดยกลไกของน้ำเกลือ 3% จะทำหน้าที่ดึงน้ำออกจากผนังหลอดลมที่กำลังบวมเต่ง ส่งผลให้อาการบวมของทางเดินหายใจลดลงอย่างรวดเร็ว และช่วยกระตุ้นการพัดโบกของขนกวัดในหลอดลม ทำให้เสมหะที่เหนียวข้นหลุดล่อนออกมาได้ดีขึ้น มักใช้บ่อยในทารกที่มีอาการหลอดลมฝอยอักเสบ

ยากลุ่มขยายหลอดลม: ตัวช่วยด่วนเมื่อลูกหายใจวี้ดและหอบเหนื่อย

เมื่อทารกมีภาวะหลอดลมตีบตัวแคบลงจากเสมหะและการอักเสบ ยาพ่นกลุ่มแรกที่หมอต้องเลือกใช้คือ ยาขยายหลอดลม เพื่อช่วยเปิดทางเดินหายใจให้กว้างขึ้นโดยเร็วที่สุด

ยาที่คุ้นหูคุณพ่อคุณแม่ที่สุดคือ ยากลุ่มกระตุ้นเบต้าทู (Beta-2 Agonists) เช่น ซาลบูทามอล (Salbutamol) ตัวยานี้จะออกฤทธิ์โดยตรงที่กล้ามเนื้อเรียบของหลอดลม ทำให้กล้ามเนื้อคลายตัว หลอดลมที่เคยตีบแคบจึงขยายกว้างออก ช่วยให้ลูกหายใจสะดวกขึ้นภายในเวลาไม่กี่นาทีหลังพ่น

สิ่งที่หมออยากบอกคุณแม่ล่วงหน้าคือ หลังจากพ่นยากลุ่มนี้ ทารกบางคนอาจมีอาการใจสั่น มือสั่น กระสับกระส่าย หรือร้องกวนมากกว่าปกติ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงชั่วคราวจากฤทธิ์ยาที่กระตุ้นระบบประสาทส่วนกลางและหัวใจ อาการเหล่านี้จะค่อยๆ หายไปเองภายใน 1-2 ชั่วโมงหลังจากพ่นยาเสร็จ จึงไม่ต้องตกใจไป

ยาพ่นกลุ่มสเตียรอยด์: ไม่น่ากลัวอย่างที่คิด แต่ช่วยลดการอักเสบระยะยาว

พอได้ยินคำว่า สเตียรอยด์ คุณแม่หลายคนมักจะส่ายหน้าและปฏิเสธทันทีเพราะกลัวผลข้างเคียงต่อการเจริญเติบโตของลูก แต่หมออยากอธิบายให้เข้าใจว่า ยาสเตียรอยด์ชนิดพ่น เช่น บูเดโซไนด์ (Budesonide) ทำงานแตกต่างจากยาสเตียรอยด์ชนิดกินอย่างสิ้นเชิง

ยาพ่นสเตียรอยด์จะออกฤทธิ์เฉพาะที่บริเวณเยื่อบุหลอดลมโดยตรง ละอองยาจะไปช่วยลดกระบวนการอักเสบ ลดอาการบวม และลดการสร้างเสมหะในทางเดินหายใจ โดยตัวยาจะดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือดน้อยมาก ทำให้ปลอดภัยสูงและไม่ส่งผลต่อการเติบโตของทารกหากใช้อย่างเหมาะสมภายใต้การดูแลของแพทย์

สิ่งสำคัญที่ต้องระวังในการใช้ยากลุ่มนี้คือ หลังจากพ่นยาเสร็จแล้ว คุณแม่ต้องใช้ผ้าชุบน้ำสะอาดเช็ดรอบปากและใบหน้าของลูก และให้ลูกจิบนน้ำตามหากพอจะทำได้ เพื่อล้างคราบยาที่ตกค้างในช่องปากและผิวหนัง ซึ่งจะช่วยป้องกันการเกิดเชื้อราในช่องปากและป้องกันผิวหนังรอบปากอักเสบระคายเคือง

ทารกป่วยแบบไหน หมอเลือกใช้สารละลายและยาพ่นตัวใดบ้าง?

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้น หมออยากจำแนกภาวะเจ็บป่วยยอดฮิตของทารก และแนวทางการเลือกใช้ยาพ่นที่คุณแม่มักจะเจอในโรงพยาบาลดังนี้

เมื่อทารกเป็นโรคหลอดลมฝอยอักเสบเฉียบพลัน (Acute Bronchiolitis)

โรคนี้พบบ่อยมากในทารกอายุน้อยกว่า 2 ปี โดยเฉพาะจากการติดเชื้อไวรัส RSV เยื่อบุหลอดลมฝอยของลูกจะบวมมากและมีเสมหะเหนียวอุดตันจำนวนมาก ในภาวะนี้ หมอมักเลือกใช้ น้ำเกลือความเข้มข้นสูง (Hypertonic Saline 3%) เป็นหลักในการพ่น เพื่อลดการบวมของทางเดินหายใจและช่วยระบายเสมหะ ส่วนยาขยายหลอดลมอาจพิจารณาใช้เป็นรายๆ ไปหากประเมินแล้วพบว่ามีการตอบสนองที่ดี

เมื่อลูกมีอาการไอเสียงก้องจากกล่องเสียงและหลอดลมอักเสบ (Croup)

หากลูกมีอาการไอเสียงก้องคล้ายเสียงสุนัขเห่า หายใจเข้ามีเสียงฮืด หรือเสียงแหบเฉียบพลัน ซึ่งเกิดจากการอักเสบบวมของทางเดินหายใจส่วนบน หมอจะพิจารณาใช้ ยาพ่นกลุ่มสเตียรอยด์ (Budesonide) ความเข้มข้นสูง หรือในรายที่มีอาการรุนแรง อาจต้องใช้ยาพ่นกลุ่มกระตุ้นประสาทส่วนปลาย (Epinephrine/Adrenaline) เพื่อลดอาการบวมของกล่องเสียงอย่างเร่งด่วน

เมื่อทารกมีภาวะจับหืดหรือหลอดลมไวต่อสิ่งกระตุ้น (Reactive Airway Disease)

สำหรับทารกที่มีอาการไอเรื้อรัง หายใจมีเสียงวี้ดซ้ำๆ เมื่อเป็นหวัด หรือโดนสิ่งกระตุ้น หมอจะพิจารณาใช้ ยาขยายหลอดลม (Salbutamol) เจือจางในน้ำเกลือธรรมดา (Normal Saline 0.9%) เพื่อแก้ปัญหาหลอดลมตีบเฉียบพลัน และอาจต้องพ่นยาคุมอาการกลุ่มสเตียรอยด์อย่างต่อเนื่องเพื่อลดความไวของหลอดลมในระยะยาว

เทคนิคช่วยให้ทารกยอมพ่นยาแต่โดยดี และข้อควรระวังที่คุณแม่ห้ามมองข้าม

การพ่นยาในทารกมักเป็นเรื่องปราบเซียน เพราะเด็กมักจะร้องไห้ต่อต้าน ทันทีที่หน้ากากแตะโดนใบหน้า หมอมีคำแนะนำเล็กๆ น้อยๆ ที่จะช่วยให้การพ่นยาราบรื่นขึ้นดังนี้

  • เลือกจังหวะพ่นยาตอนที่ลูกหลับหรือเคลิ้ม: ทารกส่วนใหญ่จะยอมพ่นยาได้ง่ายที่สุดในขณะที่กำลังหลับ โดยคุณแม่สามารถค่อยๆ นำหน้ากากไปจ่อใกล้ปากและจมูกของลูกโดยไม่จำเป็นต้องครอบแน่นจนเขารู้สึกตัวตื่น
  • ครอบหน้ากากให้แนบสนิท: หากลูกตื่นอยู่ พยายามประคองหน้ากากให้ครอบจมูกและปากอย่างแนบสนิทที่สุด เพราะหากหน้ากากห่างจากใบหน้าเพียงเล็กน้อย ปริมาณละอองยาที่ลูกจะได้รับจะลดลงไปมากกว่าครึ่งหนึ่ง
  • ระวังอย่าให้ละอองยาเข้าตาลูก: โดยเฉพาะยากลุ่มขยายหลอดลมและสเตียรอยด์ หากหน้ากากไม่แนบสนิทและมีไอพ่นลอยเข้าตาอย่างต่อเนื่อง อาจทำให้เกิดการระคายเคืองตาหรือเพิ่มความดันในลูกตาของเด็กได้
  • ทำความสะอาดอุปกรณ์พ่นยาทุกครั้ง: หลังการใช้งานเสร็จสิ้น ต้องล้างกระเปาะใส่ยาและหน้ากากด้วยน้ำยาล้างขวดนมเด็ก ผึ่งลมให้แห้งสนิท เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการสะสมของเชื้อแบคทีเรียหรือเชื้อราในอุปกรณ์ ซึ่งอาจถูกพ่นกลับเข้าไปในปอดของลูกในครั้งต่อไป

สุดท้ายนี้ หมออยากเน้นย้ำว่า ชนิดของยาและปริมาณที่ใช้ในการพ่นสำหรับทารกแต่ละคนเป็นเรื่องเฉพาะบุคคลที่ต้องผ่านการวินิจฉัยจากแพทย์อย่างละเอียดเท่านั้น คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรซื้อยามาผสมพ่นเองที่บ้านโดยเด็ดขาด การเข้าใจธรรมชาติของยาและปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์อย่างเคร่งครัด จะช่วยให้ทางเดินหายใจของลูกน้อยกลับมาโล่งโปร่ง สบายตัว และกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสได้รวดเร็วที่สุด

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)

ปรึกษาแพทย์และถาม-ตอบ

ตอบคำถามทางการแพทย์โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู (กุมารแพทย์เฉพาะทาง)

ส่งคำถามปรึกษาแพทย์ เบอร์/LINE เป็นความลับ

* คำปรึกษาเบื้องต้น หากฉุกเฉินควรพบแพทย์ทันที

คลินิกหมอสุภารัตน์

แพทย์คลินิกเฉพาะทางด้านเวชกรรมกุมารเวชศาสตร์ โดย พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู

@dr.suparat • ตอบกลับเร็วมาก
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down