ช่วงนี้ใครมีอาการเจ็บคอ กลืนน้ำลายแล้วเหมือนมีเข็มมาทิ่ม แถมตื่นมาตอนเช้าแล้วเสียงแหบแห้ง หลายคนมักจะคิดว่าเป็นแค่ไข้หวัดธรรมดาหรือเจ็บคอจากการนอนดึก แต่ในฐานะหมอที่ตรวจคนไข้ในห้องตรวจทุกวัน อยากชวนมาสังเกตอาการให้ดี เพราะบางครั้งอาการเจ็บคอที่เป็นอยู่อาจไม่ใช่แค่หวัดธรรมดา แต่อาจเป็น โรคติดเชื้อสเตรปโทค็อกคัสที่คอ ที่ต้องได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะอย่างถูกต้อง
เจ็บคอธรรมดากับโรคติดเชื้อสเตรปโทค็อกคัสที่คอ ต่างกันตรงไหน
อาการเจ็บคอทั่วไปมักมาพร้อมกับน้ำมูกไหล ไอ จาม หรือคัดจมูก ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส พักผ่อนมากๆ ดื่มน้ำอุ่น อาการก็ดีขึ้นได้เอง แต่ถ้าเป็น โรคติดเชื้อสเตรปโทค็อกคัสที่คอ ซึ่งเกิดจากแบคทีเรียกลุ่มเอ (Group A Streptococcus) อาการจะมาแบบหน้ามือเป็นหลังมือ
คนไข้ส่วนใหญ่มักจะเล่าให้ฟังตรงกันว่า อยู่ดีๆ ก็เจ็บคอรุนแรงขึ้นมาทันที กลืนน้ำลายทีแทบน้ำตาไหล ไม่มีอาการไอหรือน้ำมูกนำมาก่อนเลย แต่อาจจะมีไข้สูงหนาวสั่นร่วมด้วย ซึ่งนี่คือสัญญาณเตือนสำคัญที่หมอมักจะนึกถึงเจ้าเชื้อแบคทีเรียตัวนี้เป็นอันดับแรก
เช็กลิสต์อาการเตือนแบบนี้แหละใช่เลย
เวลาที่หมอตรวจคนไข้ที่เป็น โรคติดเชื้อสเตรปโทค็อกคัสที่คอ เราจะมองหาอาการเฉพาะตัวเหล่านี้
- เจ็บคอมากจนกลืนลำบาก แม้แต่น้ำลายตัวเองยังกลืนไม่ลง
- ต่อมทอนซิลบวมโตแดงจัด และมักจะมีจุดสีขาวหรือหนองเป็นแผ่นๆ เกาะอยู่บริเวณทอนซิล
- ต่อมน้ำเหลืองใต้คางหรือแถวคอโตและกดเจ็บ
- มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดหัว และอาจมีอาการคลื่นไส้ร่วมด้วยโดยเฉพาะในเด็ก
ถ้าคุณมีอาการเหล่านี้ครบถ้วน การปล่อยให้หายเองอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะเชื้อแบคทีเรียตัวนี้มีความแสบตรงที่หากปล่อยไว้ไม่รักษา อาจลุกลามเป็นฝีรอบทอนซิล หรือในระยะยาวอาจส่งผลกระทบต่อหัวใจและข้อได้
วิธีตรวจวินิจฉัยและแนวทางการรักษาจากคุณหมอ
เมื่อมาพบแพทย์ด้วยอาการสงสัยว่าเป็น โรคติดเชื้อสเตรปโทค็อกคัสที่คอ หมอจะทำการตรวจร่างกายเบื้องต้น และอาจใช้วิธีตรวจคัดกรองเชื้อด้วยชุดตรวจอย่างรวดเร็ว (Rapid Strep Test) ซึ่งใช้เวลาเพียงไม่กี่นาทีก็รู้ผล หากพบว่าติดเชื้อจริง การรักษาหลักคือการให้ยาปฏิชีวนะกลุ่มเพนิซิลลินหรือกลุ่มที่เหมาะสม
กินยาปฏิชีวนะอย่างไรให้ปลอดภัยและหายขาด
เรื่องนี้สำคัญมากและอยากเน้นย้ำกับทุกคน คือ เมื่อได้รับยาปฏิชีวนะสำหรับรักษา โรคติดเชื้อสเตรปโทค็อกคัสที่คอ แล้ว อาการจะดีขึ้นอย่างรวดเร็วภายใน 24 ถึง 48 ชั่วโมงแรก จนหลายคนชะล่าใจหยุดยาเอง
หมอขอร้องเลยว่า ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาด แม้จะหายเจ็บคอแล้วก็ตาม ต้องกินยาให้ครบตามจำนวนวันที่แพทย์สั่งจนหมด เพื่อกวาดล้างเชื้อแบคทีเรียให้หมดเกลี้ยง ป้องกันการดื้อยา และป้องกันไม่ให้โรคนี้กลับมาเล่นงานซ้ำ รวมถึงป้องกันภาวะแทรกซ้อนรุนแรงที่อาจตามมาในภายหลัง
การดูแลตัวเองที่บ้านระหว่างรอหายดี
นอกจากการกินยาตามหมอสั่งอย่างเคร่งครัดแล้ว การดูแลตัวเองเบื้องต้นช่วยให้ร่างกายฟื้นตัวได้เร็วขึ้น
- ดื่มน้ำอุ่นมากๆ เพื่อให้คอชุ่มชื้นและช่วยลดอาการระคายเคือง
- กลั้วคอด้วยน้ำเกลืออุ่นๆ วันละหลายๆ ครั้ง ช่วยลดการอักเสบและฆ่าเชื้อโรคในลำคอได้ดี
- เลือกกินอาหารอ่อนๆ เช่น โจ๊ก ข้าวต้ม หรือซุปร้อนๆ ที่ไม่ต้องเคี้ยวมากและไม่ระคายคอ
- งดอาหารรสจัด อาหารทอด หรือเครื่องดื่มเย็นจัดที่อาจทำให้เจ็บคอมากขึ้น
- แยกของใช้ส่วนตัว เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม เพื่อไม่ให้คนในครอบครัวติดเชื้อไปด้วย
อาการแบบไหนที่ต้องรีบกลับมาพบแพทย์ด่วน
โดยทั่วไปหลังกินยาไปประมาณ 2 วัน อาการควรจะเริ่มดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ถ้าหากคุณมีอาการเหล่านี้ อาการแย่ลง หรือไม่ดีขึ้นเลย ควรรีบกลับมาหาหมอทันที
- หายใจลำบาก หายใจมีเสียงดัง หรืออ้าปากได้ยากมาก
- น้ำลายไหลย้อยเพราะกลืนไม่ไหว
- มีผื่นขึ้นตามผิวหนังร่วมด้วย
- ไข้ยังคงสูงต่อเนื่องไม่ยอมลด
อาการเจ็บคอไม่ใช่เรื่องไกลตัว และการแยกแยะระหว่างไวรัสกับแบคทีเรียให้ โรคติดเชื้อสเตรปโทค็อกคัสที่คอ นั้นสำคัญมาก หากคุณเริ่มมีอาการเจ็บคอรุนแรง กลืนลำบาก และมีไข้สูง อย่าเพิ่งซื้อยาฆ่าเชื้อกินเอง มารับการตรวจวินิจฉัยที่ถูกต้องเพื่อให้หมอช่วยดูแลจะปลอดภัยที่สุดครับ