เวลาที่คนไข้เพิ่งผ่านการผ่าตัดหรือมีบาดแผลมาใหม่ๆ สิ่งแรกที่มักจะกังวลใจไม่แพ้เรื่องความสวยงามของแผล ก็คือเรื่องความเจ็บปวดนี่แหละครับ หมอเข้าใจดีเลยว่าความเจ็บปวดจากแผลผ่าตัดหรืออุบัติเหตุเนี่ย มันสร้างความกังวลและรบกวนการใช้ชีวิตประจำวันขนาดไหน บางคนไม่กล้าขยับตัว ไม่กล้าหายใจแรง หรือกังวลว่าแผลจะปริหรือเปล่า วันนี้หมอเลยอยากมาเล่าให้ฟังถึงเรื่อง การประเมินและบรรเทาอาการปวดแผล แบบเข้าใจง่าย เพื่อให้ทุกคนสามารถสังเกตอาการตัวเองและบรรเทาความเจ็บปวดได้อย่างถูกวิธีครับ
แผลแบบไหนปวดปกติ แบบไหนแปลกปลอมที่ต้องระวัง?
ก่อนที่เราจะไปดูวิธีแก้ปวด หมออยากชวนมาเช็กกันก่อนว่า อาการปวดแผลที่เรากำลังเจออยู่นั้นมันอยู่ในเกณฑ์ปกติหรือเปล่า โดยทั่วไปแล้ว ร่างกายจะส่งสัญญาณเตือนเป็นความปวดตึง แสบๆ หรือหน่วงๆ บริเวณแผล ซึ่งเป็นกระบวนการซ่อมแซมตามธรรมชาติ การประเมินและบรรเทาอาการปวดแผล จึงต้องเริ่มจากการสังเกตลักษณะความเจ็บปวดก่อน ถ้าเป็นแผลผ่าตัดทั่วไป ช่วงสามถึงหวันแรกจะปวดมากหน่อยแล้วค่อยๆ ดีขึ้นเรื่อยๆ แต่ถ้าอยู่ๆ วันดีคืนดีกลับปวดตุบๆ มากขึ้นเรื่อยๆ หรือมีอาการบวมแดงร้อนลามออกไป แบบนี้เริ่มไม่ปกติแล้วครับ
เช็กลิสต์ระดับความปวดแผลด้วยตัวเอง
ในการประเมินความปวด หมออยากให้ลองวัดระดับความเจ็บปวดของตัวเองจากศูนย์ถึงสิบดูครับ โดยที่ศูนย์แปลว่าไม่ปวดเลย และสิบคือปวดจนทนไม่ไหว
- ระดับ 1-3 (ปวดเล็กน้อย): รู้สึกตึงๆ เวลาขยับตัว ยังพอนอนหลับได้สบาย แบบนี้ดูแลตามอาการที่บ้านได้เลย
- ระดับ 4-6 (ปวดปานกลาง): เริ่มรบกวนการนอนและการเดินเหิน ต้องอาศัยยาแก้ปวดช่วยประคับประคอง
- ระดับ 7-10 (ปวดรุนแรง): ปวดตลอดเวลา ขยับไม่ได้เลย หรือกินยาแล้วเอาไม่อยู่ แบบนี้ต้องส่งสัญญาณเตือนให้รีบหาหมอทันที
เทคนิคบรรเทาความเจ็บปวดเบื้องต้นด้วยตัวเองที่บ้าน
พอเราประเมินระดับความปวดได้แล้ว ขั้นตอนต่อมาคือการบรรเทาอาการครับ หลายคนชอบถามหมอว่าต้องกินยาอย่างเดียวเลยไหม จริงๆ แล้วเรามีวิธีดูแลร่วมกันหลายอย่างเพื่อให้แผลหายไวและลดความทรมานลงได้
การใช้ยาแก้ปวดอย่างถูกวิธีและปลอดภัย
สำหรับยาแก้ปวดนั้น แพทย์หรือเภสัชกรจะเป็นผู้จ่ายยาให้ตามความเหมาะสมของแผล สิ่งสำคัญคือต้องกินยาตามเวลาที่กำหนดอย่างสม่ำเสมอ อย่ารอให้ปวดจนทนไม่ไหวแล้วค่อยกิน เพราะเวลาร่างกายปวดมากๆ ยาจะออกฤทธิ์ได้ช้าลง และทำให้เราทรมานมากกว่าเดิม สำหรับแผลผ่าตัดทั่วไปมักจะได้ยาแก้ปวดกลุ่มพาราเซตามอลหรือยาแก้ปวดอักเสบร่วมด้วย ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของแพทย์
ขยับตัวอย่างไรไม่ให้แผลฉีกและลดอาการปวดตึง
การนอนนิ่งๆ บนเตียงนานเกินไปก็ไม่ดีต่อแผลนะ เพราะจะทำให้กล้ามเนื้อรอบแผลตึงเกร็งและเลือดไหลเวียนไม่สะดวก วิธีที่ดีคือการขยับร่างกายเบาๆ เท่าที่ไหว เวลาจะลุกขึ้นนั่งหรือยืน ให้ใช้หมอนใบเล็กๆ มาโอบประคองหรือกดเบาๆ บริเวณแผลไว้ จะช่วยลดแรงกระแทกและลดอาการเจ็บแปล๊บเวลาขยับตัวได้เยอะเลยครับ
สัญญาณเตือนภัยแบบไหนที่แปลว่าแผลเริ่มมีปัญหา?
นอกจากการจัดการความปวดแล้ว สิ่งที่หมอย้ำกับคนไข้เสมอคือการสังเกตสัญญาณแทรกซ้อน เพราะบางทีอาการปวดที่มากขึ้นเรื่อยๆ อาจไม่ได้แปลว่าแผลกำลังจะหาย แต่อาจแปลว่ากำลังมีภาวะแทรกซ้อนบางอย่างเกิดขึ้น เช่น การติดเชื้อ
อาการผิดปกติที่ควรกลับมาพบแพทย์ก่อนนัด
- อาการปวดแผลไม่ยอมลดลงเลย หรือกลับปวดรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ หลังจากผ่านไปสัปดาห์แรก
- ผิวหนังรอบแผลบวม แดงร้อน หรือมีหนองและน้ำเหลืองสีขุ่นกลิ่นเหม็นซึมออกมาจากแผล
- มีไข้หนาวสั่นร่วมด้วย ซึ่งเป็นสัญญาณเตือนว่าเชื้อโรคเริ่มเข้าสู่ร่างกาย
- ขอบแผลแยกออกจากกัน หรือไหมเย็บแผลหลุดก่อนเวลาอันควร
การดูแลแผลสักแผลหนึ่งต้องอาศัยทั้งความเข้าใจ ความอดทน และการสังเกตตัวเองอย่างใกล้ชิด หากเราประเมินอาการเป็นและรู้วิธีบรรเทาความเจ็บปวดที่ถูกต้อง ก็จะช่วยให้ก้าวผ่านช่วงเวลาพักฟื้นนี้ไปได้อย่างราบรื่นและปลอดภัยครับ