ค้นหาข้อมูลอัจฉริยะ

พิมพ์บริการ แพ็กเกจตรวจสุขภาพ หรือบทความความรู้ที่คุณต้องการค้นหา

3D Bear Typing Mascot
กำลังคิด... น้องขอพิมพ์ก่อนนะ

หมอมักจะได้รับการปรึกษาจากคุณพ่อคุณแม่บ่อยๆ เรื่องลูกตัวเล็กกว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน หรือบางคนพามาด้วยอาการปวดขา ตะคริวกินบ่อยๆ ตอนดึก หลายคนเข้าใจว่าเป็นแค่ความปวดจากการเจริญเติบโตทั่วไป หรือ Growing Pains แต่เมื่อตรวจอย่างละเอียดแล้ว กลับพบว่าต้นเหตุจริงมาจากภาวะการขาดแคลเซียมในเด็กวัยเรียน ซึ่งเป็นปัญหาที่เจอบ่อยขึ้นเรื่อยๆ ในห้องตรวจ

เด็กวัยเรียนช่วงอายุ 6-12 ปี เป็นช่วงวัยที่มีการเจริญเติบโตของกระดูกและโครงสร้างร่างกายอย่างก้าวกระโดด หากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอในช่วงเวลานี้ อาจส่งผลเสียสะสมไปจนถึงตอนเป็นผู้ใหญ่ได้ หมอจึงอยากชวนมาทำความเข้าใจเรื่องนี้กันอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้เราช่วยกันดูแลลูกหลานได้อย่างถูกวิธี

ทำไมเด็กวัยเรียนถึงต้องการแคลเซียมมากกว่าที่เราคิด?

กระดูกของคนเรามีการสร้างและสลายอยู่ตลอดเวลา แต่ในเด็กวัยเรียน อัตราการสร้างกระดูกจะสูงกว่าการสลายอย่างมาก แคลเซียมไม่ได้ทำหน้าที่แค่ทำให้กระดูกแข็งแรงเท่านั้น แต่ยังเป็นแร่ธาตุสำคัญในการสร้างความหนาแน่นของกระดูก (Bone Mass) ซึ่งจะเป็นต้นทุนสำคัญไปตลอดชีวิต

นอกจากเรื่องกระดูกและฟันแล้ว แคลเซียมยังมีบทบาทสำคัญในการทำงานของระบบประสาท การเกร็งและคลายตัวของกล้ามเนื้อ รวมถึงการเต้นของหัวใจ หากปริมาณแคลเซียมในเลือดลดต่ำลง ร่างกายจะดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ทันที เพื่อรักษาระดับแคลเซียมในเลือดให้คงที่ ซึ่งถ้าเกิดขึ้นเป็นประจำ กระดูกของเด็กก็จะบางลงและแคระเกร็นได้

สังเกตอย่างไรว่าลูกกำลังมีภาวะการขาดแคลเซียมในเด็กวัยเรียน?

อาการขาดแคลเซียมในระยะแรกมักจะไม่แสดงออกอย่างชัดเจน แต่หากสังเกตดีๆ คุณพ่อคุณแม่อาจพบสัญญาณเตือนเหล่านี้

  • อัตราการเจริญเติบโตลดลง: ส่วนสูงไม่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐาน หรือโตช้ากว่าเพื่อนวัยเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
  • อาการทางกล้ามเนื้อ: มีอาการปวดเกร็งที่ขา เป็นตะคริวบ่อยๆ โดยเฉพาะช่วงกลางคืน หรือมีอาการกล้ามเนื้อกระตุก
  • สุขภาพฟันมีปัญหา: ฟันแท้ขึ้นช้ากว่าปกติ ฟันเปราะหักง่าย หรือมีปัญหาฟันผุเรื้อรังทั้งที่แปรงฟันสะอาด
  • เล็บและผมแห้งเปราะ: เล็บหักง่าย เป็นคลื่น หรือผมแห้งเสียและหลุดร่วงง่าย
  • อารมณ์หงุดหงิดง่าย: การขาดแคลเซียมส่งผลต่อการทำงานของระบบประสาท ทำให้เด็กบางคนมีอาการนอนไม่หลับ หงุดหงิด สมาธิตั้น หรือสมาธิสั้นลง

ทำไมเด็กยุคนี้ถึงเสี่ยงขาดแคลเซียมโดยไม่รู้ตัว?

หมอลองรวบรวมพฤติกรรมของเด็กๆ ในปัจจุบันที่พบในห้องตรวจ พบว่ามีสาเหตุหลักๆ อยู่ไม่กี่ประการที่ทำให้ร่างกายของเด็กได้รับแคลเซียมไม่เพียงพอ

อย่างแรกคือพฤติกรรมการกินที่เปลี่ยนไป เด็กหลายคนดื่มนมน้อยลง แต่นิยมดื่มน้ำหวาน ชานมไข่มุก หรือน้ำอัดลม ซึ่งมีปริมาณฟอสฟอรัสสูง สารนี้จะไปขัดขวางการดูดซึมแคลเซียมในลำไส้และเร่งการขับแคลเซียมออกจากร่างกายทางปัสสาวะ

อย่างที่สองคือการเลือกทานอาหาร เด็กวัยเรียนหลายคนปฏิเสธการทานผักใบเขียว หรืออาหารที่มีแคลเซียมสูง เช่น ปลาเล็กปลาน้อย หรือเต้าหู้ และประการสุดท้ายคือการขาดวิตามินดี เด็กยุคนี้เล่นกลางแจ้งน้อยลง ติดหน้าจอมากขึ้น ทำให้ร่างกายสังเคราะห์วิตามินดีจากแสงแดดได้ไม่เพียงพอ ซึ่งวิตามินดีนี้เองที่เป็นตัวช่วยสำคัญในการดูดซึมแคลเซียมเข้าสู่ร่างกาย

เติมแคลเซียมให้ลูกอย่างไรให้ได้ผลและปลอดภัย?

การแก้ไขภาวะการขาดแคลเซียมในเด็กวัยเรียนที่ดีที่สุดคือการปรับโภชนาการในชีวิตประจำวัน โดยหมอขอแนะนำแนวทางปฏิบัติง่ายๆ ดังนี้

อาหารรอบตัวที่อุดมด้วยแคลเซียม ไม่ได้มีแค่นมสด

แม้ว่านมสดจะเป็นแหล่งแคลเซียมที่ย่อยและดูดซึมได้ดีที่สุด โดยเด็กวัยเรียนควรดื่มนมรสจืดวันละ 2-3 แก้ว (ประมาณ 400-600 มิลลิลิตร) แต่สำหรับเด็กที่แพ้นมวัวหรือดื่มนมน้อย สามารถหาแคลเซียมทดแทนได้จากแหล่งอาหารอื่น เช่น

  • ผลิตภัณฑ์จากนม: โยเกิร์ตรสธรรมชาติ และชีส
  • ปลาและอาหารทะเล: ปลาเล็กปลาน้อยที่ทานได้ทั้งก้าง กุ้งแห้ง หรือกุ้งฝอย
  • ถั่วและผลิตภัณฑ์จากถั่ว: เต้าหู้แข็ง ถั่วเหลือง อัลมอนด์ และน้ำนมถั่วเหลืองเสริมแคลเซียม
  • ผักใบเขียวเข้ม: ผักคะน้า กวางตุ้ง บรอกโคลี และตำลึง

วิตามินดีและแสงแดด: ตัวช่วยสำคัญที่ขาดไม่ได้ในการดูดซึมแคลเซียม

การให้ลูกทานแคลเซียมอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ หากร่างกายขาดวิตามินดี คุณพ่อคุณแม่ควรสนับสนุนให้ลูกได้ออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมกลางแจ้งในช่วงเช้าหรือเย็นประมาณ 15-30 นาทีต่อวัน เพื่อให้ผิวหนังได้รับแสงแดดอ่อนๆ และสังเคราะห์วิตามินดีตามธรรมชาติ

พฤติกรรมที่ต้องระวัง เพราะทำให้ร่างกายเสียแคลเซียม

ควรหลีกเลี่ยงการให้ลูกทานอาหารที่มีรสเค็มจัดหรือโซเดียมสูง เพราะโซเดียมจะพาแคลเซียมถูกขับออกทางปัสสาวะมากขึ้น รวมถึงจำกัดการบริโภคน้ำอัดลม ขนมกรุบกรอบ และขนมหวานต่างๆ

เมื่อไหร่ที่ควรพาลูกมาพบหมอ และจำเป็นต้องกินแคลเซียมเม็ดไหม?

หากปรับเรื่องอาหารและพฤติกรรมแล้ว ลูกยังมีอาการปวดขาเรื้อรัง ตะคริวกินบ่อย ส่วนสูงหลุดเกณฑ์ หรือคุณพ่อคุณแม่สงสัยว่าลูกอาจมีภาวะการขาดแคลเซียมในเด็กวัยเรียน หมอแนะนำให้พามาพบแพทย์เพื่อประเมินอย่างละเอียด

หมอไม่แนะนำให้ซื้อแคลเซียมเม็ดมาให้เด็กทานเองโดยไม่ได้ปรึกษาแพทย์ เพราะการได้รับแคลเซียมมากเกินไปอาจทำให้เกิดผลเสีย เช่น ท้องผูก ท้องอืด หรือในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดนิ่วในไต การตรวจวัดระดับแคลเซียม ประเมินอายุกระดูก และรับคำแนะนำการใช้ขนาดอาหารเสริมที่เหมาะสมจากแพทย์ จะเป็นทางออกที่ปลอดภัยที่สุดสำหรับลูกน้อย

การดูแลให้เด็กได้รับแคลเซียมอย่างเพียงพอ ไม่ใช่เรื่องของการซื้ออาหารเสริมราคาแพง แต่เป็นการสร้างนิสัยการรับประทานอาหารที่ดีและการใช้ชีวิตที่สดใสกลางแจ้ง เพื่อให้เขาสามารถเติบโตได้อย่างสมบูรณ์ แข็งแรง และมีความสูงตามศักยภาพสูงสุดของวัย

พญ. สุภารัตน์ พ่อหนู กุมารแพทย์เฉพาะทาง คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง
กุมารแพทย์เฉพาะทางโรคเด็ก จุฬาฯ

คลินิกหมอสุภารัตน์ ห้วยยอด ตรัง

ตรวจรักษาโรคทั่วไปในเด็กและผู้ใหญ่ ฉีดวัคซีน ตรวจสุขภาพ และคลินิกแล็ปเจาะเลือด เอกซเรย์ดิจิตอล ใส่ใจดูแลอบอุ่นเสมือนคนในครอบครัว ยินดีดูแลครอบครัวใน 14 จังหวัดภาคใต้: จังหวัดตรัง (อำเภอห้วยยอด, อำเภอเมืองตรัง, อำเภอกันตัง, อำเภอย่านตาขาว, อำเภอปะเหลียน, อำเภอสิเกา, อำเภอวังวิเศษ, อำเภอนาโยง, อำเภอรัษฎา, อำเภอหาดสำราญ ครบทุกตำบล), นครศรีธรรมราช (ทุ่งสง, บางขัน, ทุ่งใหญ่, ชะอวด, ร่อนพิบูลย์), พัทลุง (ควนขนุน, ป่าพะยอม, เขาชัยสน), กระบี่ (คลองท่อม, ลำทับ, เหนือคลอง), สุราษฎร์ธานี, สงขลา (หาดใหญ่), สตูล, พังงา, ภูเก็ต, ชุมพร, ระนอง, ปัตตานี, ยะลา, นราธิวาส บริการคลินิกเด็ก หมอเด็ก ฉีดวัคซีน คลินิกแล็ป เจาะเลือด ตรวจสุขภาพ เอกซเรย์ดิจิตอล คลินิกใกล้ฉัน

47 ถ.ชลชนูปถัมภ์ ห้วยยอด ตรัง (ใกล้สถานีรถไฟ) เปิดบริการทุกวัน (จ.-อา.)
แชร์บทความ

สำรวจบทความอื่นที่น่าสนใจ

ค้นหาความรู้สุขภาพ หรือเลือกดูหัวข้อที่เกี่ยวข้องกับบทความนี้

3D Bear Mascot Peeking 3D Bear Mascot Pointing Down