พ่อแม่หลายคนมักพาลูกมาตรวจที่คลินิกด้วยความกังวลใจว่า ทำไมลูกถึงสูงช้ากว่าเพื่อนร่วมชั้นเรียน หรือทำไมลูกชอบบ่นปวดขาตอนดึกๆ หลังจากกลับมาจากโรงเรียน พอหมอได้เจาะลึกเรื่องอาหารการกินและวิถีชีวิตประจำวัน สิ่งที่มักพบซ่อนอยู่เบื้องหลังคือ ภาวะการขาดแคลเซียมในเด็กวัยเรียน ซึ่งเป็นปัญหาที่คุณพ่อคุณแม่อาจมองข้ามไป เพราะคิดว่าลูกดื่มนมที่โรงเรียนแล้วก็น่าจะเพียงพอ
ทำไมแคลเซียมถึงสำคัญกับเด็กวัยเรียนมากกว่าที่คุณคิด?
ช่วงอายุ 6-12 ปี หรือเด็กวัยเรียน เป็นช่วงเวลาที่มวลกระดูกกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็ว แคลเซียมไม่ได้ทำหน้าที่แค่สร้างกระดูกและฟันให้แข็งแรงอย่างเดียว แต่ยังทำงานร่วมกับระบบประสาท การเกร็งตัวของกล้ามเนื้อ และการเต้นของหัวใจ หากร่างกายได้รับแคลเซียมไม่พอ ร่างกายจำเป็นต้องดึงแคลเซียมที่สะสมอยู่ในกระดูกออกมาใช้ในระบบเลือด ทำให้กระดูกของเด็กเริ่มเปราะบาง สะสมความหนาแน่นของกระดูกได้ไม่เต็มที่ ซึ่งส่งผลเสียยาวไปจนถึงระดับความสูงในวัยผู้ใหญ่
สังเกตอย่างไรว่าลูกอาจกำลังมีภาวะการขาดแคลเซียมในเด็กวัยเรียน
สัญญาณของการขาดแคลเซียมในเด็กบางคนอาจไม่ได้ชัดเจนจนเห็นได้ทันที แต่จะค่อยๆ แสดงออกผ่านพฤติกรรมและสุขภาพร่างกายดังนี้
- ส่วนสูงไม่เพิ่มขึ้นตามเกณฑ์: อัตราการเติบโตช้าลงเมื่อเทียบกับกราฟพัฒนาการ หรือเตี้ยกว่าเพื่อนรุ่นเดียวกันอย่างเห็นได้ชัด
- บ่นปวดขา ปวดกล้ามเนื้อ หรือเป็นตะคริวบ่อยๆ: โดยเฉพาะช่วงกลางคืนหลังจากการเล่นซนหรือออกกำลังกาย
- สุขภาพฟันมีปัญหา: ฟันผุง่าย ผิวฟันไม่เรียบ หรือฟันแท้ขึ้นช้ากว่าปกติ
- เล็บเปราะ เล็บหักง่าย: ผิวหนังแห้ง หรือผมร่วงมากกว่าปกติ
- อารมณ์หงุดหงิดง่ายหรือสมาธิสั้น: เนื่องจากระดับแคลเซียมในเลือดมีผลต่อการส่งสัญญาณของระบบประสาท
ทำไมเด็กวัยนี้ถึงขาดแคลเซียมกันเยอะ? สาเหตุจริงที่หมอมักเจอบ่อยๆ
พฤติกรรมการกินและการใช้ชีวิตของเด็กยุคนี้เปลี่ยนไปมาก สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้เกิดภาวะการขาดแคลเซียมในเด็กวัยเรียน ได้แก่
- ดื่มนมลดลงและติดเครื่องดื่มหวาน: เด็กวัยเรียนเริ่มเลือกกินอาหารเองได้ มักติดกินขนมกรุบกรอบ น้ำอัดลม หรือชาหวาน ซึ่งมีฟอสเฟตสูงและขัดขวางการดูดซึมแคลเซียม
- ภาวะแพ้นมวัวหรือย่อยแลกโทสไม่ได้: ทำให้เด็กเลี่ยงการดื่มนม ซึ่งเป็นแหล่งแคลเซียมหลักที่หาได้ง่ายที่สุด
- หมกมุ่นอยู่หน้าจอ ไม่โดนแสงแดด: การขาดวิตามินดีจากการไม่ได้ออกไปเล่นกลางแจ้ง ทำให้ร่างกายไม่สามารถดูดซึมแคลเซียมจากอาหารที่กินเข้าไปได้เต็มที่
เติมแคลเซียมให้ลูกอย่างไรให้ได้ผล และดูดซึมได้ดีที่สุด
การเพิ่มแคลเซียมไม่ได้หมายถึงการบังคับให้ลูกดื่มนมวันละหลายๆ ลิตรเสมอไป แต่คือการจัดโภชนาการให้สมดุลและหลากหลาย
อาหารใกล้ตัวที่อุดมด้วยแคลเซียม ไม่ได้มีแค่นมอย่างเดียว
นอกจากนมสดรสจืดแล้ว พ่อแม่สามารถเสริมอาหารเหล่านี้ในมื้ออาหารประจำวันของลูกได้
- ปลาเล็กปลาน้อยและกุ้งแห้ง: เมนูทอดกรอบหรือใส่ในไข่เจียว ทำให้เด็กได้รับแคลเซียมจากกระดูกปลาโดยตรง
- เต้าหู้ก้อนและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง: เป็นทางเลือกที่ดีมากสำหรับเด็กที่แพ้นมวัว
- ผักใบเขียวเข้ม: เช่น ผักคะน้า บรอกโคลี และผักกวางตุ้ง สามารถนำมาสับละเอียดผสมในเมนูโปรดของลูกได้
ตัวช่วยสำคัญที่ทำให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียมไปใช้ได้จริง
การกินแคลเซียมเพียงอย่างเดียวอาจไม่พอ ถ้าร่างกายขาด "วิตามินดี" หมอแนะนำให้พาลูกออกไปทำกิจกรรมกลางแจ้ง รับแสงแดดอ่อนๆ ช่วงเช้าหรือเย็นวันละ 15-30 นาที นอกจากนี้ การสนับสนุนให้เด็กวิ่งเล่น กระโดดโลดเต้น หรือเล่นกีฬาประเภทที่มีแรงกระแทก เช่น บาสเกตบอล กระโดดเชือก จะช่วยกระตุ้นให้เซลล์กระดูกสร้างมวลกระดูกใหม่ได้ดีขึ้นอย่างมาก
อาการแบบไหนที่พ่อแม่ควรพาลูกมาพบหมอเพื่อตรวจเช็กอย่างละเอียด
หากปรับเรื่องอาหารและการใช้ชีวิตแล้ว แต่ลูกยังบ่นปวดกระดูกเรื้อรัง มีอาการเกร็ง กระตุกของกล้ามเนื้อ ขาเริ่มดูโก่งผิดปกติ หรือส่วนสูงตกเกณฑ์มาตรฐานอย่างชัดเจน ควรรีบพามาพบแพทย์เพื่อตรวจประเมินระดับแคลเซียม วิตามินดี และฮอร์โมนที่เกี่ยวข้อง ไม่ควรซื้อวิตามินแคลเซียมสังเคราะห์ให้ลูกทานเองในปริมาณสูง เพราะการได้รับแคลเซียมมากเกินไปอาจส่งผลเสียต่อไตและระบบขับถ่ายได้